Menu
คุณอยู่ที่: หน้าแรกเศรษฐกิจตุรกีรายงานเศรษฐกิจรายไตรมาสรายงานเศรษฐกิจตุรกี ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2557

รายงานเศรษฐกิจตุรกี ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2557

เศรษฐกิจตุรกี ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2557
 
1. ภาพรวม ศก ตุรกี 
 
1.1. ภาย หลังจากการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 ซึ่งพรรค AKP ยังคงได้รับเสียงข้างมากนั้น ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจตุรกีส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น ค่าเงินตุรกีลีราและตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น 
1.2. อย่าง ไรก็ดี สัญญาณเชิงบวกดังกล่าวน่าจะมีผลระยะสั้นเท่านั้น ตุรกียังคงผันผวนต่อปัจจัยภายนอก และต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลงกว่าร้อยละ 30 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มภาระให้การใช้หนี้ต่างประเทศของภาคธุรกิจ ซึ่งสูงถึงร้อยละ 80 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด นอกจากนี้ ตุรกียังคงประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง 
 
2. เศรษฐกิจตุรกีชะลอตัวลง ใน ปี 2557 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก คาดว่า GDP ตุรกีในปีนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 2.3 และ 3.5 ตามลำดับ ในขณะที่ธนาคารกลางตุรกีคาดว่า GDP ในปีนี้อาจต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 4 แต่ก็ยืนยันที่ยังไม่ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจตุรกีมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้
 

 

ผลกระทบเชิงบวก

ผลกระทบเชิงลบ

ปัจจัยภายในประเทศ

-    การส่งออกเพิ่มขึ้นและการนำเข้าต่ำลงเนื่องจากค่าเงินลีราอ่อนตัวลง

-      การบริโภคในครัวเรือนชะลอตัวลง

-      อัตราดอกเบี้ยในประเทศที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้น

-      ค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลงทำให้ภาคธุรกิจมีภาระในการใช้หนี้ต่างประเทศสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

-      สถานการณ์การเมืองตุรกีซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริโภคในครัวเรือนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน[1]

 

ปัจจัยจากต่างประเทศ

-    เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว

-    อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจาก EU

 

-      หลังจากที่สหรัฐฯ ค่อยๆ ยกเลิกนโยบายอัดฉีดเงินทุน (Tapering) ทำให้มีเงินทุนต่างประเทศระยะสั้นไหลเข้าตุรกีน้อยลง

-      สถานการณ์ความไม่มั่นคงในซีเรียและในภูมิภาค ซึ่งส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค



[1] ในเดือน มีค 2557 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับเดือน กพ 2557

3. อัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม 2557 เพิ่มสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อรายปีน่าจะสูงกว่าค่าเป้าหมายของธนาคารกลางตุรกี ในเดือนมีนาคม 2557 ดัชนีผู้บริโภคสูงขึ้นจากเดือนมีนาคม 2556 ร้อยละ 8.39 และค่าเฉลี่ย 12 เดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 IMF คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2557 จะอยู่ที่ร้อยละ 7.8 ในขณะที่ธนาคารกลางตุรกีระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะสูงกว่าอัตราเป้าหมายร้อยละ 5 เล็กน้อย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตุรกี ระบุว่า คาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลังของปี 2557 สาเหตุหลักของอัตราเงินเฟ้อมาจากค่าเงินลีร่าอ่อนตัว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าสำหรับครัวเรือนและภาคธุรกิจซึ่งตุรกีพึ่งพาอย่าง มากมีราคาสูงขึ้น อนึ่ง อัตราเงินเฟ้อยังคงน่าเป็นห่วง และ IMF ได้เรียกร้องให้ตุรกีออกมาตรการที่น่าเชื่อถือเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
 
4. ตุรกีขาดดุลการค้าน้อยลง เนื่อง จากส่งออกเพิ่มขึ้นและนำเข้าน้อยลง ตุรกีขาดดุลการค้าลดลงร้อยละ 27.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 จาก 7.01 พันล้าน ดสร เหลือ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
4.1. ตุรกี ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 ในเดือนมีนาคม 2557 เมื่อเทียบกับมีนาคม 2556 และในช่วง 3 เดือนแรก ตุรกีส่งออก 38.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ดสร) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากปีก่อน สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ภาคยานยนต์ (2.1 พันล้าน ดสร) เครื่องนุ่งห่ม (1.6 พันล้าน ดสร) และเคมีภัณฑ์ (1.5 พันล้าน ดสร) ระดับการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรเพิ่มสูงขึ้นมาก ได้แก่ อาหารทะเลและผลิตภัณฑ์สัตว์ ยาสูบ และผลไม้และผัก ที่ร้อยละ 32.9, 29.6 และ 26 ตามลำดับ ประเทศส่งออกหลักของตุรกี ได้แก่ เยอรมนี อิรัก และสหราชอาณาจักร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4, 7.2 และ 22.5 ตามลำดับ) การส่งออกไปยัง EU เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 มีสัดส่วนการส่งออกไป EU ร้อยละ 41.6 ของการส่งออกทั้งหมดของตุรกี 
 
4.2. ตุรกี นำเข้าลดลงร้อยละ 5.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 เมื่อเทียบกับกุมภาพันธ์ 2556 มีมูลค่า 18.25 พันล้าน ดสร ตุรกีนำเข้าจากรัสเซีย (2.044 พันล้าน ดสร) จีน (1.928 พันล้าน ดสร) เยอรมนี (1.721 พันล้าน ดสร) และสหรัฐฯ (993 ล้าน ดสร) สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ สินค้าทุติยภูมิ (intermediate goods) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 73.6 ของสินค้านำเข้าทั้งหมด
 
5. ตุรกียังคงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ในเดือนมกราคม 2557 ตุรกีขาดดุลเดินสะพัด (Current Account Deficit – CAD) 5 พันล้าน ดสร และอัตรา CAD ระหว่างเดือน มค 2556-2557 อยู่ที่ 6.4 หมื่นล้าน คิดเป็นร้อยละ 8 ของ GDP ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตุรกี เชื่อว่า อัตรา CAD ทั้งปีนี้จะลดลงเนื่องจากตุรกีส่งออกเพิ่มขึ้นและนำเข้าน้อยลง ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางตุรกีเชื่อว่า อัตราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของตุรกี น่าจะลดลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5-6 
 
6. อัตราการว่างงานลดลงเล็กน้อย ใน เดือนมกราคม 2557 อัตราการว่างงานลดลงร้อยละ 0.5 อยู่ที่ร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2556 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 10.6 และเมื่อปรับอัตรารายปีจะอยู่ที่ร้อยละ 9.1 ลดลงจากร้อยละ 9.4 ในเดือน ธค 2556 อัตราการว่างงานที่ลดลงสอดคล้องกับแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตามแผนเศรษฐกิจระยะกลาง รัฐบาาลตั้งเป้าอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 9.4 ในปี 2557 แต่หากพิจารณาถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงแล้ว นักวิเคราะห์คาดว่า รัฐบาลตุรกีจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้
 
7. เงินตุรกีลีราแข็งค่าขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ค่า เงินตุรกีลีราแข็งค่าขึ้นร้อยละ 2.5  อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 21 เมษายน 2557 อยู่ที่ 2.129 ตุรกีลีรา ต่อ 1 ดสร เทียบกับ 2.3 ตุรกีลีรา ต่อ 1 ดสร เมื่อปลายเดือนมกราคม 2557  หลังจากที่พรรค AKP ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นใน เสถียรภาพทางการเมืองของตุรกีมากขึ้น อย่างไรก็ดี Goldman Sachs คาดการณ์ว่า การฟื้นตัวของค่าเงินลีราดังกล่าวไม่ยั่งยืน และอาจตกลงถึง 2.5 ตุรกีลีราต่อ 1 ดสร ในครึ่งปีหลัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกดีขึ้นซึ่งส่งผลให้ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้น
 
8. ธนาคารกลางตุรกีเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินตุรกีลีรา 
 
8.1. เมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2557 ธนาคารกลางตุรกีได้เพิ่มดอกเบี้ยจากร้อยละ 7.7 เป็นร้อยละ 12 และอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนจากร้อยละ 3.5 เป็น 8 เพื่อพยุงค่าเงินลีราและป้องกันการถอนเงินทุนต่างชาติออกจากตุรกี อย่างไรก็ดี นโยบายดังกล่าวถูกต่อต้านจาก รบ ตุรกี และเมื่อต้นเดือน เมย 2557 หลังจากที่พรรค AKP ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีตุรกีได้ยืนยันให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดอัตรา CAD และระดับเงินเฟ้อ แต่ผู้ว่าการธนาคารกลางตุรกีเห็นว่า น่าจะค่อยๆ ปรับดอกเบี้ยลงมากกว่า ทั้งนี้ Goldman Sachs เชื่อว่า ธนาคารกลางตุรกีจะเพิ่มดอกเบี้ย 200 จุด หากค่าเงินลีราอ่อนตัวลงถึง 2.5 ตุรกีลีราต่อ 1 ดสร ในครึ่งปีหลัง
 
8.2. ตุรกี ใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากเพื่อประคองค่าเงินลีรา ก่อนที่ธนาคารกลางตุรกีจะตัดสินใจเพิ่มดอกเบี้ย เงินทุนสำรองสุทธิของตุรกีในเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ลดลงอยู่ที่ 33.1 พันล้าน ดสร เมื่อเทียบกับ 50.3 พันล้าน ดสร ในปี 2553 ดังนั้น ปริมาณเงินทุนสำรองที่ลดลงฮวบฮาบส่งผลให้ธนาคารกลางตุรกีมีข้อจำกัดในการใช้ เงินทุนสำรองมาประคองค่าเงินลีราเพิ่มเติม หากค่าเงินลีราลดค่าอีกครั้ง เครื่องมือเดียวที่ธนาคารกลางเหลืออยู่คือการขึ้นดอกเบี้ย
 
8.3. นาย Cevdet Çağdaş นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกประจำตุรกี  นาย Jim O’Neil อดีต ปธ Goldman Sachs และนักวิเคราะห์บางส่วนเห็นตรงกันว่า การเพิ่มดอกเบี้ยจะทำให้อัตรา GDP ของตุรกีอ่อนตัวลง เนื่องจากเพิ่มต้นทุนแก่ภาคธุรกิจ และในท้ายที่สุด ต้นทุนเหล่านั้นจะตกอยู่ที่ผู้บริโภค นาย O’Neil ระบุว่า เนื่องจากค่าเงินตุรกีลีราค่อนข้างเสถียรแล้วในขณะนี้ จึงน่าจะสามารถปรับลดดอกเบี้ยได้
 
9. การพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเป็นปัจจัยน่ากังวลหลักสำหรับ ศก ตุรกี 
 
9.1. ตุรกี พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) เงินลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) และ (2) การกู้ยืมจากต่างประเทศซึ่งมีระดับดอกเบี้ยต่ำกว่าตุรกี  ทั้งนี้ นาย Unal ระบุว่า การที่ตุรกีพึ่งพาเงินทุน ตปท อย่างมากและมีระดับ CAD สูงที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทำให้เศรษฐกิจตุรกี เสี่ยงต่อความผันผวนจากภายนอกและเปราะบางมากที่สุดในกลุ่มประเทศ emerging 
 
9.2. นโยบาย tapering ของสหรัฐ ส่งผลให้ FDI ไหลเข้ามายังตุรกีลดลง เพื่อนำไปลงทุนในแหล่งที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ขณะเดียวกัน ระดับหนี้ต่างประเทศของตุรกี อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยในปี 2556 อยู่ที่ 3.882 แสนล้าน ดสร หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 47 ของ GDP ตุรกี (8.2 แสนล้าน ดสร) ทั้งนี้ ร้อยละ 80 ของหนี้ต่างประเทศเป็นของภาคเอกชน ในเดือน กพ 2557 ภาคเอกชนตุรกีมีหนี้ต่างชาติระยะยาว 156.8 พันล้าน ดสร มากกว่าเดือนธันวาคม 2556 เป็นเงิน 656 ล้าน ดสร ค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลงทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมเงินทุนต่างประเทศเพิ่มสูง ขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลง อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้อัตรา CAD และเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น 
 
10. ภาคธนาคารของตุรกีกำลังเผชิญความเสี่ยงแต่น่าจะอยู่ในระดับที่จัดการได้ 
 
10.1. IMF ระบุว่า การที่ลีร่าอ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 30 และการที่ธนาคารกลางตุรกีเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพิ่มต้นทุนสำหรับภาคเอกชนตุรกี และทำให้ภาคธนาคารตุรกีมีความเสี่ยงในการได้รับชำระหนี้คืน 
 
10.2. Fitch ได้กล่าวถึงความเสี่ยงของภาคธนาคารตุรกีเช่นเดียวกัน แต่ระบุว่า ธนาคารส่วนใหญ่ของตุรกีน่าจะสามารถรับแรงกดดันระดับปานกลางได้ และเชื่อว่า ระดับการอ่อนค่าของเงินลีราน่าจะมีขีดจำกัด 
 
10.3. S&P ระบุว่า ธนาคารตุรกีมีความเปราะบางต่อนโยบาย Tapering ของสหรัฐฯ มากที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากอัตรา CAD และระดับหนี้ ตปท สูง ตุรกีสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายนอกได้จำกัดขึ้น และมีต้นทุนในการ refinance หนี้ ตปท สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ตุรกียังมีโครงสร้างพื้นฐานทาง ศก ที่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ หลังจากที่ได้ปรับโครงสร้างธนาคารเมื่อครั้งตุรกีประสบวิกฤต ศก ในปี 2001 แต่ความเสี่ยงครั้งนี้จะเป็นปัญหาในระยะยาว
 
10.4. Moody’s ระบุว่า บริษัทตุรกียังคงมีเงินทุนไหลเวียนที่ดีในระดับหนึ่ง หนี้ ตปท ส่วนเป็นเป็นหนี้ระยะยาว และรายรับของภาคธุรกิจบางส่วนอยู่ในสกุล ดสร ทั้งนี้ ผลกระทบจากนโยบาย Tapering น่าจะส่งผลกระทบต่อ SMEs ของตุรกีมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ 
 
11. ตุรกีจำเป็นต้องปรับโครงสร้าง ศก เพื่อให้หลุดพ้น Middle-Income Trap นาย Unal เน้นความจำเป็นในการปรับโครงสร้าง ศก ของตุรกี ดังนี้
 
11.1. แม้ ว่าพรรค AKP ตุรกีจะได้รับเลือกตั้งและทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ระดับการเจริญเติบโตของตุรกียังไม่มีเสถียรภาพ ตุรกีน่าจะได้รับผลกระทบจากนโยบาย Tapering ของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง เมื่อสหรัฐฯ ยุตินโยบาย Quantitative Easing ในปี 2558 
 
11.2. สินค้า ที่ตุรกีผลิตในปัจจุบันและหนี้ต่างประเทศของตุรกี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสาขาก่อสร้างและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสินค้าผลผลิตและกำไรต่ำ ตุรกีจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ประการ ได้แก่ (1) การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (2) การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของแรงงานตุรกี  และ (3) การพัฒนาการวิจัยและการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้ตุรกีสามารถเพิ่มผลิตผลและกำไรได้ และหลุดพ้นจาก Middle-Income Trap 
 
11.3. อย่าง ไรก็ดี ดูเหมือนว่า ตุรกีจะติดกับในการตั้งเป้าเพิ่มระดับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมี ขึ้นในเดือนสิงหาคม 2557 และในปี 2558 ตามลำดับ ทำให้ดูเหมือนว่า ตุรกีจะยังไม่พร้อมที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในขณะนี้ เนื่องจากการปรับโครงสร้างจะส่งผลให้ GDP อาจเป็นศูนย์ หรือติดลบในระยะสั้น ก่อนที่ระดับ GDP จะเพิ่มขึ้นและคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4อย่างยั่งยืนได้ 
 
การค้าระหว่างไทย-ตุรกี 
 
12. ภาพรวมการค้าไทย-ตุรกี ในปี 2556 ทั้งปี การค้าไทย-ตุรกี เพิ่มสูงร้อยละ 8.19 มี มูลค่า 1,438.12 ล้าน ดสร โดยไทยส่งออก 1,119.52 ล้าน ดสร เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.14 นำเข้า 318.60 ล้าน ดสร เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.66 ทำให้ดุลการค้าลดลงร้อยละ 4.83 ในเดือน มค-กพ 2557 มูลค่าการค้าลดลงร้อยละ 2.48 ส่งออกลดลงร้อยละ 10.22 จากช่วงเดียวกันของปี 2556 นำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.75 ทำให้ดุลการค้าลดลงร้อยละ 24.81
 
 

2555

2556

อัตราการขยายตัว

2555-2556 (%)

มค-กพ 2556

มค-กพ 2557

อัตราการขยายตัว 2556-2557 (%)

มูลค่าการค้า

1,329.25

1,438.12

8.19

232.41

226.64

-2.48

การส่งออก

1,085.42

1,119.52

3.14

177.86

159.68

-10.22

การนำเข้า

243.83

318.60

30.66

54.55

66.96

22.75

ดุลการค้า

841.59

800.92

-4.83

123.31

92.72

-24.81

 
13. การส่งออกของไทยในเดือน มค-กพ 2557 ลดลงร้อยละ 2.48 ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมีปัจจัยมาจากเศรษฐกิจตุรกีที่ชะลอตัวลงจาก (1) ความไม่มั่นคงทางการเมือง (2) ค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลงมากกว่าค่าเงินบาท ทำให้ตุรกีต้องนำเข้าสินค้าจากไทยในราคาที่แพงขึ้น และ (3) นโยบายจำกัดอุปสงค์ภายในของ รบ ตุรกี สินค้าส่งออกของไทยไปยังตุรกี 5 อันดับแรก ได้แก่
 

 

สินค้า

มูลค่าการส่งออก (ล้าน ดสร) (มค-กพ)

สัดส่วนการตลาด (%)

อันดับในปี 2556

อัตราการขยายตัว (%)

1.

เครื่องใช้ไฟฟ้า

29.5

18.49

2

18.11

2.

ยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

27.1

16.99

1

6.32

3.

สิ่งทอ

18.2

11.39

7

-23.74

4.

เม็ดพลาสติก

16.8

10.52

3

-58.06

5.

ยางพารา

15.4

9.64

4

-20.83

 
ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 แต่อัตราการส่งออกลดลงร้อยละ -4.49 ในขณะที่ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ซึ่งเป็นสินค้าอันดับ 2 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 84.95 ในกลุ่มยานพาหนะ รถยนต์และรถบัสเป็นสินค้า 2 อันดับแรก โดยรถยนต์ขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.44 แต่รถบัส/รถบรรทุกมียอดขายตกถึงร้อยละ 28.93 อย่างไรก็ดี ส่วนประกอบรถยนต์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์อื่นๆ ขยายตัวถึงร้อยละ 300 ยอดส่งออกสิ่งทอ เม็ดพลาสติก และยางพาราต่ำกว่าปีก่อนอย่างน้อยร้อยละ 20 ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า สินค้าส่งออกรั้งท้ายใน 10 อันดับต้นหลายชนิดมีอัตราการส่งออกเพิ่มแบบก้าวกระโดด ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (1,097.75)  ผลิตภัณฑ์พลาสติก (79.54) เหล็ก (100.30) และข้าว (165.76) (เอกสารแนบ 1)
 
14. ไทยนำเข้าจากตุรกีในเดือน มค-กพ 2557 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2556 ไทย นำเข้าจากตุรกีเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.75 ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมีผลจากค่าเงินลีราที่ต่ำลง ทำให้สินค้านำเข้าจากตุรกีถูกลง สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากตุรกี ได้แก่ เหล็ก ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 43.88 ของการนำเข้าทั้งหมด และมีอัตราเพิ่มจากปีก่อนถึงร้อยละ 732.67 (เอกสารแนบ 2)
 

 

สินค้า

มูลค่าการส่งออก (ล้าน ดสร) (มค-กพ)

สัดส่วนการตลาด (%)

อันดับในปี 2556

อัตราการขยายตัว (%)

1.

เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

29.4

43.88

1

732.67

2.

เสื้อผ้า รองเท้า และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ

4.3

6.38

4

11.39

3.

ยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง

3.9

5.89

-

142.91

4.

เครื่องประดับอัญมณี

3.9

5.83

6

-25.80

5.

เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

3.7

5.57

2

-62.43

 
15. ข้อสังเกต สินค้านำเข้าและส่งออกระหว่างไทย-ตุรกีหลายชนิดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง ซึ่งหมายถึงไทยและตุรกีอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน ทำให้ตุรกีเป็นทั้งโอกาสและคู่แข่งสำหรับไทย
 
*****
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา
 

15 พ.ค. 2557 22:50:52

Menu

Royal Thai Embassy

Tel. (90-312) 437 4318  

Fax. (90-312) 437 8495

mail thaiank@ttmail.com

 

Office Hours: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.
09.00-12.00 | 13.00-16.30 hrs.
 
Visa and Consular Section: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.  
09.30-11.30 hrs.
 

 

ติดต่อฝ่ายกงสุล

thaiconsulturkey@gmail.com

Search

การค้าการลงทุน

  ภาพรวม มูลค่าการค้าไทย – ตุรกีในช่วง 5เดือนแรก คิดเป็นจำนวน 565.16ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58โดยไทยส่งออกไปตุรกีเป็นจำนวน 454.32ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.50%) และนำเข้าเป็นจำนวน 110.84ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 28.98%) หรือไทยเปรียบดุลการค้าจำนวน 343.47ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 0.35%) ...

Royal Thai Embassy, Koza Sokak No. 87 ,06700 Gaziosmanpasa Ankara, Turkey  : Tel. (90-312) 437 4318   Fax. (90-312) 437 8495 mail thaiank@ttmail.com