Menu

เจาะลึกเศรษฐกิจตุรกี

เจาะลึกเศรษฐกิจตุรกี "ตลาดใหม่" ของไทย (1)

สาธารณรัฐตุรกี ดินแดน 2 ทวีปในสถานะอดีตจักรวรรดิเก่าแก่ที่แปรผันมาสู่ประเทศที่มีพื้นที่อยู่ในยุโรป 3 เปอร์เซ็นต์ ในเอเชีย 97 เปอร์เซ็นต์ จุดทำเลที่ตั้งเป็นดั่งสะพานเชื่อมระหว่างประเทศรอบด้าน ด้วยชายแดนที่ติดทั้งกับกรีซในฝั่งยุโรปใต้ บัลแกเรีย จอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และอีกด้านเชื่อมไปฝั่งตะวันออกกลางติดอิหร่าน อิรัก และซีเรีย ขนาบด้วยทะเล 4 ด้าน ทั้งทะเลดำ ทะเลอีเจียน ทะเลมาร์มารา และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ตุรกีเป็นทำเลศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ดีแห่งหนึ่งในโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รับเกียรติร่วมในโครงการ "ส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์ไทย-ตุรกี ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจของไทย" จัดโดยสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เดินทางสู่ดินแดนที่มีผืนแผ่นดินคาบเกี่ยว 2 ทวีป เพื่อสัมผัสกับอีกมุมมองของประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นมุสลิมสายเสรีมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ในทริปนี้เราได้พบปะกับนักธุรกิจตุรกีในหลายภาคส่วนการรับฟังข้อมูล จากสภานักธุรกิจไทย-ตุรกีไปจนถึงการสนทนากับนักธุรกิจตุรกีที่ลงทุนในประเทศ ไทยกระทั่งถึงคนไทยที่ทำธุรกิจในตุรกี เรื่อยไปถึงนักศึกษาและคนไทยในตุรกี แน่นอนระหว่างนี้ดำเนินไปพร้อมกับการสำรวจตรวจตราเมืองหลัก ๆ สำคัญในมุมมองการเมือง เศรษฐกิจและสังคมตุรกี เพื่อส่องสะท้อนกลับมาเมืองไทยอย่างครอบคลุม

จุดแรกที่เห็นชัดเจนคือ ตุรกีมีศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ แน่นอนว่าแค่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ "ตุรกี" นั้น ก็น่าสนใจไปศึกษาเยี่ยมเยียน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะนครอิสตันบูลที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนราว 10.5 ล้านคนในปีที่ผ่านมา พรั่งพรูด้วยเครดิตทรงพลังจาก "European Consumers Choice" ให้เป็น "Europe"s Best Destination" จาก 20 เมืองในยุโรป

หากอิสตันบูลคือส่วนผสมระหว่างวัฒนธรรมกรีก โรมัน ออตโตมัน ศาสนาคริสต์ และอิสลาม ก็จัดเป็นเมืองที่ "East Meets West" ทั้งด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ด้วยจำนวนบริษัทต่างชาติในตุรกีกว่า 3.2 หมื่นแห่ง กว่าครึ่งหนึ่งราว 1.3 หมื่นบริษัท ตั้งอยู่ในอิสตันบูลที่เป็นเมืองเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ

นอกเหนือจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ที่ตั้งของตุรกีนั้นเป็นเส้นทางระหว่างทวีป ล้อมรอบด้วยประเทศที่มีวัฒนธรรมหลากหลายและต่างความเชื่อ เฉกเช่นเดียวกับประเทศไทยเองที่มีภูมิศาสตร์ที่เป็นแก่นแกนของอาเซียนเช่นเดียวกัน

ชั่วระยะห่างของ2ประเทศด้วยการเดินทางผ่านเครื่องบิน 10 ชั่วโมง เรามองเห็นหลายสิ่งที่เป็น "คู่ขนาน" ของไทยและตุรกี ทั้งยังเห็นสิ่งที่เป็นจุด "เชื่อมต่อ" และ "ความร่วมมือ" ของทั้ง 2 ประเทศที่น่าจะเกิดได้ในอนาคตอันใกล้

รัฐกิจ มานะทัต เอกอัครราชทูตไทยประจำตุรกี เล่าถึงความร่วมมือและการเปิดหน้าต่างความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ว่า ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับไทยจะเปิดขึ้นอีกครั้งในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ มีกำหนดเยือนตุรกีอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีการพบปะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีตุรกี มีการพูดคุยเจรจาทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ

"นี่ถือเป็นการเปิดหน้าความสัมพันธ์ไทยตุรกีขึ้นมาอีกครั้งนับจากการ เยือนทางการระดับผู้นำเมื่อปี2548จึงถือเป็นทริปสำคัญมากที่จะชี้ถึงบทบาท ของเราผ่านตุรกี ซึ่งนายกฯจะมีการกล่าวสปีชต่อนักธุรกิจตุรกี มีการประชุม Business Matching และร่างข้อตกลงเบื้องต้น การมาตุรกีในจังหวะนี้เหมาะสมที่สุด ในแง่เศรษฐกิจก็ถือเป็นการมาเยือนเร็วก่อนตลาดวาย ซึ่งตุรกีเป็นตลาดที่แข็งแกร่งสำหรับไทย ด้านประวัติศาสตร์การเมืองตุรกีเองก็เป็นประเทศศูนย์กลางที่มีบทบาทในตะวัน ออกกลาง ในภูมิภาค ปาเลสไตน์ อิสราเอล ซีเรีย ตุรกี จึงเป็นเกตเวย์ไปยังตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และยุโรป ซึ่งไทยเองก็กำลังเข้าสู่เออีซี และไทยก็มีบทบาทที่เข้มแข็งมากเช่นกันในภูมิภาค" ท่านทูตอรรถาธิบาย

จุดแรกที่เห็นชัดเจนคือ ตุรกีมีศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ รายได้จากนักท่องเที่ยวกระจายไปในสถานที่หลัก ๆ ตั้งแต่นครอิสตันบูล เมืองอิซเมียร์ เมืองอันทาเลีย ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ กำลังเติบโต โดยเฉพาะบริษัทธุรกิจก่อสร้างของตุรกีที่ออกไปประมูลรับงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นรองก็แต่เพียงจีนประเทศเดียว นั่นหมายถึงโนว์ฮาวและองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างของบริษัทก่อ สร้างตุรกีอยู่ในระดับน่าสนใจไม่น้อยผลงานมีตั้งแต่ไปสร้างสนามบินทางรถไฟ ทั้งไฮสปีดเทรนรถไฟรางคู่ ท่อส่งน้ำมัน สถานทูต ฯลฯ

มิพลันต้องพูดถึงโลจิสติกส์และการคมนาคมภายในตุรกี ซึ่งการเดินทางแบบข้ามจังหวัดทางบกก็ถือว่ามีถนนหนทางที่อำนวยความสะดวก และมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านคมนาคมรองรับ

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตุรกีในระยะ 2-3 ปีมานี้จึงมีตัวเลขที่น่าสนใจ ด้วยจีดีพีที่สูงและมีคนวัยแรงงานจำนวนมาก ในโลกตะวันตกเองก็มองตุรกีอย่างเทียบเคียงการเจริญเติบโตพุ่งพรวดแบบจีนเช่นเดียวกัน

 


โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล
ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 - วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2556

คัดลอกจาก http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368642829

เจาะลึกเศรษฐกิจตุรกี "ตลาดใหม่" ของไทย (2)

ด้วยพื้นฐานการสร้างชาติแบบ สาธารณรัฐตุรกีของ “อตาเติร์ก” ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของชาวตุรกีมายาวนานนั้น มีนโยบายหันประเทศมุสลิมเข้าสู่ความเป็นตะวันตกและยุโรปมาโดยตลอด ทำให้แนวคิดการเมือง สังคม เศรษฐกิจมุ่งหน้าสู่ความเป็นเสรี ส่งผลให้ “ตุรกี” วันนี้มีการเจริญเติบโตแบบสากลอิงตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมในโครงการ “ส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์ไทย-ตุรกี ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจของไทย” จัดโดยสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อตรวจสอบศักยภาพของตุรกี ซึ่งกรกฎาคมนี้คณะนายกรัฐมนตรีของไทยจะได้เยือนตุรกีอย่างเป็นทางการ

นอกจากการเมืองของตุรกีที่มีเสถียรภาพแล้วรูปแบบเศรษฐกิจของตุรกีน่าสนใจศึกษาเทียบเคียงกับประเทศไทยไม่น้อยเช่นเดียวกัน

หากจะให้เห็นภาพคงต้องพูดถึง“อิซเมียร์” เมืองเศรษฐกิจลำดับ 2 ของประเทศ พร้อมด้วยศักยภาพการท่องเที่ยว มีมหาวิทยาลัยอยู่ที่นี่ถึง 9 แห่ง และความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ควบคู่กันไป ที่นี่เป็นเมืองแคนดิเดตกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทยที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo 2020 ท่ามกลางคู่แข่งอีก 2 ประเทศ คือ ดูไบ และบราซิล




เมืองเก่าเอฟเฟรสซุส มรดกโลก หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในอิซเมียร์


อิซเมียร์มีโครงสร้างเป็นเมืองอุตสาหกรรมพ่วงการท่องเที่ยว โดยมีเขตนิคมอุตสาหกรรม 13 แห่ง และมีสถานที่ท่องเที่ยวดังอย่างเมืองเก่าเอเฟซุสที่ดึงนักท่องเที่ยวและทัวร์จากยุโรป รวมทั้งเอเชียที่กำลังเริ่มให้ความสนใจ ตัวแทนด้านการลงทุนของอิซเมียร์ระบุว่า จุดเด่นของเมืองนี้คือมีสังคมที่ดี ผู้คนมีคุณภาพชีวิตสูง เป็นอีกหนึ่งเดสติเนชั่นที่ดีของเมืองท่องเที่ยว




บรรยากาศกลางเมืองอิซเมียร์



ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรม เมืองนี้มีส่วนที่เรียกว่า “อีเจียน ฟรีโซน” 2 แห่งที่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ลงทุน และผู้ประกอบการ อาทิ ข้อยกเว้นทางภาษีการค้า ภาษีส่งออก ที่กินระยะเวลาสิทธิพิเศษยาวถึง 40 ปี โดยมีบริษัทต่าง ๆ มาลงทุนอยู่ในเขตนี้ราว 240 บริษัท มีสายการผลิตให้กับแบรนด์ดัง และชิ้นส่วนอะไหล่ให้กับอุตสาหกรรมหลัก ๆ จากเยอรมนี แรงงานในนิคมอุตฯอีเจียน ฟรีโซนมีราว 25,000 คน ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ผู้บริหารของเขตอีเจียน ฟรีโซน อธิบายให้คณะเยี่ยมชมฟังว่า หลังจากครบระยะเวลาสิทธิพิเศษยาว 40 ปี สิ่งก่อสร้างในนิคมนี้จะตกเป็นของรัฐบาล และรัฐบาลมองว่านี่เป็นการดึงภาคเอกชนมาลงทุนเพื่อกระตุ้นภาคแรงงาน เป็นการลดภาระรัฐบาลในส่วนนี้

ทั้งนี้ บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยมากเป็นบริษัทจากยุโรป ขณะที่ไม่ค่อยมีบริษัทเอเชียเข้ามา มีเพียงญี่ปุ่น สาเหตุมาจาก ตุรกีมีเงื่อนไขกฎหมายเรื่องการจ้างแรงงานต่างชาติ ว่า หากจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน องค์กรนั้นต้องจ้างคนตุรกีอีก 5 คน เงื่อนไขนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ยังไม่ดึงดูดประเทศเอเชีย




ท่าเรืออิซเมียร์



ความที่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออกและทะเลอีเจียน ทำให้ “อิซเมียร์” มีท่าเรือขนส่งสินค้า และท่าเรือขนส่งคนขนาดพอสมควร 9 แห่ง โดยปัจจุบันนี้คู่แข่งด้านธุรกิจท่าเรือของตุรกีคือกรีซ ที่อยู่ในน่านน้ำเดียวกัน

ในทริปนี้ได้ไปเยี่ยมชมศักยภาพของท่าเรืออิซเมียร์ด้านการขนส่ง โดยเมื่อขนสินค้าขึ้นฝั่งสามารถเชื่อมต่อโลจิสติกส์ทางบกบนถนนใหญ่และรถไฟไปยังเมืองต่าง ๆ ได้ทันที ท่าเรือแห่งนี้จึงเน้นหนักไปที่การนำเข้ามากกว่าส่งออก โดยที่รองรับได้ 10 ล้านตันต่อวัน

อิซเมียร์ถูกผลักดันให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการถมทะเลขยายท่าเรือเพิ่ม วางแผนให้เสร็จในปี 2015 และมีเป้าหมายรองรับการส่งออกนำเข้าสินค้าทางเรือเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าลดต้นทุนขนส่ง ซึ่งจะมีทางรถไฟที่เชื่อมถึงท่าเรือเพื่อส่งสินค้าต่อไป 5 สายทาง




หมู่บ้านชิเรนเจ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวกำลังบูมในอิซเมียร์


น่าสนใจว่าการพัฒนาท่าเรือนี้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว เนื่องจากยังจะมีการพัฒนาท่าเรือสำหรับเรือสำราญ รับนักท่องเที่ยวจากยุโรปเข้ามา

เมื่อพัฒนาท่าเรือขนส่งสินค้าและท่าเรือขนส่งผู้โดยสารเรียบร้อย อิซเมียร์จะรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 3 ล้านคน หากเทียบว่าปัจจุบันมีท่าเทียบเรือสำราญทั่วโลก 521 ท่า ท่าเรืออิซเมียร์ก็ตั้งเป้าจะเป็น 1 ใน 10 ท่าเทียบเรือโดยสารของโลกที่รองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก

ส่วน ท่าเรือขนส่งสินค้าของเมืองตั้งเป้าติดอันดับ 1 ใน 50 ท่าเรือขนส่งสินค้าชั้นนำของโลกให้ได้และแน่นอนประเทศไทยเล็งเห็นความสำคัญ ของเมืองนี้ โดยอนาคตอันใกล้กำลังจะเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ที่อิซเมียร์

โดย โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล
ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม - วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2556

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1369225347

 

กินอยู่แบบ "เตอร์กิชสไตล์" อาหารไทย ๆ ในแดน "ตุรกี"

ป็นจุดหมายปลายทางของบรรดานักเดินทาง นักท่องเที่ยว และแม้แต่นักธุรกิจ นักลงทุน สำหรับ "ตุรกี" ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ดินแดนที่ก่อร่างสร้างตัวของจักรวรรดิเก่าแก่ นับตั้งแต่ยุคฮิตไตต์ มาถึงการยึดครองของเปอร์เซีย กรีซ และโรมัน เปลี่ยนผ่านสู่จักรวรรดิไบแซนไทน์ และการมาถึงของจักรวรรดิออตโตมันอันยิ่งใหญ่ กระทั่งมาสู่ความเป็น "สาธารณรัฐตุรกี" ที่คาบเกี่ยวสองทวีปเอเชียและยุโรป



ประชาชาติธุรกิจได้รับเกียรติร่วมในโครงการ "ส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์ไทย-ตุรกี ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจของไทย" จัดโดยสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี เดินทางไปสู่ดินแดนที่มีผืนแผ่นดินคาบเกี่ยวสองทวีปเอเชียและยุโรป เพื่อสัมผัสหลายมุมมองของประเทศมุสลิมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "มุสลิมสายเสรี" มากสุดประเทศหนึ่ง

ในทริปนี้ เราได้พบปะกับนักธุรกิจตุรกีในหลายภาคส่วน รับฟังข้อมูลศักยภาพทางเศรษฐกิจจากสภานักธุรกิจไทย-ตุรกี ไปจนถึงการสนทนากับนักธุรกิจตุรกีที่ลงทุนในประเทศไทย กระทั่งถึงคนไทยที่ทำธุรกิจในตุรกี และแน่นอนระหว่างนี้ดำเนินไปพร้อมกับการสำรวจตรวจตราเมืองสำคัญในมุมมองการเมือง เศรษฐกิจ สังคมตุรกีเพื่อส่องสะท้อนกลับมาเมืองไทยอย่างครอบคลุม



สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในทริปนี้คือ การลัดเลาะสำรวจ "ชีวิตคนไทยในตุรกี" ตั้งแต่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้บริหารสปา เชฟ พนักงานให้บริการด้านนวดสปา และชีวิตนักศึกษาไทย ทั้งหมดนี้ดำเนินไปใน 3 เมืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ "อิสตันบูล", "อิซเมียร์" และ "อันทาเลีย"

และแน่นอน เราได้ไปสัมผัสรูปแบบการใช้ชีวิต ตั้งแต่การทำงาน กินอยู่ แบบ "เตอร์กิชสไตล์" ผนวกด้วยไลฟ์สไตล์ไทย ๆ ของคนไทยในแดน "ตุรกี"



หากดูภาพใหญ่ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) คือบริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนเลี้ยงไก่ครบวงจรในตุรกีมาตั้งแต่ปี 2530 โดยไลน์ธุรกิจเดียวกัน ซีพีอยู่ในอันดับ 5 ของตุรกี ขณะเมื่อมองภาพย่อย คนไทยที่เข้ามาประกอบอาชีพในตุรกีล้วนอยู่ในสายงานด้านบริการตามเมืองท่องเที่ยว อาทิ เชฟอาหารญี่ปุ่น พนักงานให้บริการนวดสปาทั้งแบบไทยสไตล์ และแบบตุรกีสไตล์ (ฮามัน) ขณะเดียวกันก็มีคนไทยเป็น "เจ้าของธุรกิจในตุรกี" ด้วยเช่นกัน

"ไกรสร ดวงจันทร์" คือ คนไทยจาก จ.กำแพงเพชร เจ้าของร้าน "ไกรสร ซูชิ" ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่เขาถือหุ้นร่วมกับนักธุรกิจตุรกี

ในวัย 43 ปี "ไกรสร" ใช้ประสบการณ์เป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นในตุรกีมากว่า 13 ปี เปิดธุรกิจของตัวเองขึ้นมาไกรสร ซูชิ เป็นร้านอาหารใหม่เพิ่งเปิดได้ 2 เดือน ในเมืองอันทาเลีย ทำเลร้านสวยงาม เพราะหันหน้าร้านออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอันทาเลียถือเป็นเมืองท่องเที่ยวและพักตากอากาศชื่อดังของประเทศ มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปเข้ามาพักผ่อนจำนวนมากถึงปีละ 11 ล้านคน





ไกรสรเล่าว่า หลังเป็นเชฟในอิสตันบูลได้ 3 ปี จึงย้ายมาเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นในอันทาเลียถึง 10 ปี เมื่อสะสมประสบการณ์และสังเกตพฤติกรรมลูกค้า จึงกล้าที่จะลงทุนกับหุ้นส่วนนักธุรกิจตุรกีเปิดร้านแห่งนี้ โดยเขาดูแลในส่วนของอาหารและบริการ ส่วนหุ้นส่วนดูแลเรื่องภาษี การบริหารจัดการและข้อกฎหมาย

"คนตุรกีจำนวนมากยังทานอาหารในแบบดั้งเดิม แต่ราว 20 เปอร์เซ็นต์ทานอาหารญี่ปุ่นและอาหารต่างชาติเป็น โดยมากเป็นกลุ่มคนตุรกีรุ่นใหม่ที่ได้ไปเล่าเรียนหรือไปใช้ชีวิตต่างแดน ส่วนอาหารทะเลนั้น คนตุรกีโดยมากจะทานเฉพาะปลา ไม่ทานอาหารทะเลประเภทอื่นด้วยข้อจำกัดทางศาสนา" ไกรสรอธิบาย

สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองอันทาเลียนั้นมี 3 ร้าน รวมถึงไกรสรซูชิ โดยปัจจุบันร้านไกรสรซูชิตั้งแต่เปิดมามีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 100 คน ซึ่งถือว่าผ่านจุดคุ้มทุน โดยมีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวในเมืองอันทาเลีย เช่น รัสเซีย เยอรมัน

สำหรับอาหารไทยในตุรกีนั้นยังเป็นตลาดที่ไม่แพร่หลายในตุรกีนัก แต่ "ไกรสร" บอกว่า มีความคิดจะเปิดร้านอาหารไทยในตุรกีให้ได้เช่นกัน

"ที่นี่วัตถุดิบและเครื่องปรุงสำหรับอาหารไทยค่อนข้างหายากแต่ทุกวันนี้ผมก็ปลูกข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดไว้หลังร้าน ดังนั้นยังต้องดูตลาดและความพร้อม วันนี้อาหารไทยอาจจะยังไม่รุ่ง แต่ขอเวลาอีกระยะ ผมอยากเปิดร้านทำอาหารสไตล์ไทย ๆ" เชฟไกรสรกล่าวอย่างอารมณ์ดี



ขณะที่เมื่อมองถึงอนาคต "อาหารไทย" ในตุรกี แม้จะยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่ใช่ว่าจะมืดมน ในอิสตันบูลนั้นมีร้านอาหารไทย 2 ร้าน เพียงแต่ร้านอาหารไทยเท่าที่มีอยู่ในตุรกีทุกวันนี้ เป็นการลงทุนโดยผู้ประกอบการชาวตุรกี

เราได้ลองไปสัมผัสร้านอาหารไทยทั้ง 2 ร้านในอิสตันบูล ซึ่งตั้งไม่ห่างกันมากนัก และอยู่ในใจกลางแหล่งช็อปปิ้ง เดินเที่ยวของอิสตันบูล ร้านแรกมีชื่อเรียกในภาษาตุรกีว่า "โช้ค โช้ค" ที่แปลว่า "มาก มาก"

 

"แบคิร์ กายา" เจ้าของร้านเล่าถึงแรงบันดาลใจจากการที่เป็นคนชอบในรสชาติอาหารไทย จึงนำมาสู่การมีธุรกิจร้านอาหารไทยสไตล์ของร้าน "โช้ค โช้ค" นั้น เป็นร้านอาหารไทยแบบชิก ๆ สไตล์ขายความเป็นคนเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งผ่านฝีมือตกแต่งด้วยสถาปนิกจากสิงคโปร์ ตัวร้านจึงมีความเป็นไทยโมเดิร์น ส่วนอาหารก็ให้ความรู้สึก "โฮมเมด" ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบ ต่างจากอาหารจีนในตุรกีที่มีภาพลักษณ์เป็นฟาสต์ฟู้ดในห้าง และโดยมากยังไม่ใช่อาหารจีนแท้



"แบคิร์" มองว่าอาหารไทยได้กลุ่มเป้าหมายเป็นคนตุรกีรุ่นใหม่กับชาวต่างชาติในตุรกี แต่ก็มีอนาคตที่ดี เขาจึงเปิดสาขาสองที่เมืองอังการา (เมืองหลวงของตุรกี) ด้วยเช่นกัน โดยรสชาติอาหารไทยนั้นเป็นรสมือไทยๆแน่นอน เพราะได้เชฟหญิงจากเมืองไทย ผ่านประสบการณ์ทำงานโรดโชว์กับกรมส่งเสริมการส่งออกมาแล้วมาเป็นเทรนเนอร์ให้พนักงานตุรกีในร้านได้รู้จักการปรุงรสในแบบไทยสไตล์





สำหรับอาหารจานเด่น"แบคิร์"ยิ้มทันที เพราะคือผัดไทย ต้มยำกุ้ง ส่วนแกงมัสมั่นที่ติดอันดับหนึ่งอาหารไทยที่เว็บไซต์ต่างประเทศจัดอันดับให้นั้นยังไม่นิยม

ขณะที่ร้านอาหารไทยอีกร้านหนึ่งจัดเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกของตุรกี"เพ-ราไทย:คิทเช่นออฟบัวขาว" ด้วยการันตีไทยซีเล็กต์ของกระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2006 และศักยภาพของร้านที่มีจำนวนโต๊ะพร้อมจัดเลี้ยงแบบทางการได้มากกว่า "โช้ค โช้ค" ทำให้ "เพ-รา ไทย" ผ่านการจัดเลี้ยงให้กับคณะทางการจากประเทศไทยหลายคณะตลอดหลายปีมานี้

ร้าน "เพ-รา ไทย" มีบรรยากาศไทยแบบสากล สไตล์ร้านไพรเวต ไม่พลุกพล่าน ทริปนี้เราได้พบกับนักร้องหญิงชื่อดังตุรกี "ซิล่า" (Sila) ซึ่งเธอมาทานอาหารไทยกับเพื่อน คุยกันก็พบว่าเพื่อนของเธอรู้จักอาหารไทยช่วงไปเรียนฝรั่งเศส จัดเป็นตัวอย่างตุรกีรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับอาหารต่างชาติ

ร้านอาหารไทยที่มีเจ้าของเป็นหญิงชาวตุรกี "เนวาล กรูเคย์" เริ่มสร้างร้านแห่งนี้ โดยมีที่ปรึกษาคนไทย ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารไทยชื่อดังในอียิปต์ "คิทเช่น ออฟ บัวขาว" มาเป็นผู้ให้คำแนะนำ







"เนวาล" เล่าถึงจุดเริ่มต้นจาก 13 ปีก่อน มีโอกาสชิมอาหารรสไทยครั้งแรกในลอนดอน ทำให้เธอเก็บความชอบครั้งนั้น ทั้งที่ยังไม่เคยมาเมืองไทย มาลุยเปิดร้านอาหารไทยร้านแรกในตุรกี และทุกวันนี้เธอก็เข้าๆออกๆประเทศไทยเสมือนบ้านอีกหลัง

"จุดยืนของร้านที่ชัดเจน คือไม่ปรับเปลี่ยนรสชาติอาหารไทยตามใจลูกค้าอย่างพร่ำเพรื่อ ถ้าคุณบอกเผ็ดคุณก็ต้องรับความเผ็ด เพราะนี่คือรสชาติอาหารไทย ถ้าคุณอยากใส่มะเขือเทศ หรือใส่สิ่งที่ไม่มีในตำรับไทยก็จะไม่ทำให้ คร้ังหนึ่งถึงขั้นต้องยืนยันเอาตำราอาหารมาให้ดูว่าอาหารไทยหลายเมนูไม่ใส่มะเขือเทศ"





เธอบอกว่าจุดที่ยังเป็นอุปสรรคอยู่บ้างคือการแสวงหาวัตถุดิบที่ยังทุลักทุเลโดยมีทั้งนำเข้าจากประเทศไทยและหาได้ในตุรกี

เน วาลย้ำว่าเธอต้องการให้ลูกค้าได้ลิ้มรสชาติแบบไทยแท้ที่สุดจึงต้องรักษา มาตรฐานไว้ผ่านวัตถุดิบและจะปรับเปลี่ยนรสชาติให้เท่าที่จำเป็นเช่นหาก ลูกค้าแจ้งว่าแพ้เครื่องปรุงหรือส่วนผสมบางอย่างทั้งนี้เธอรับว่าแม้อาหาร ไทยจะไม่ใช่อาหารต่างชาติที่เป็นทางเลือกแรกของคนตุรกีแต่คนตุรกียังต้องฝึก การรับรู้เรื่องรสชาติอาหารชาติอื่นๆอีก

"เมื่อไรที่พวกเขาได้ทานอาหารไทยฉันเชื่อว่าเขาจะรักอาหารไทยเหมือนที่ฉันรัก" ผู้บุกเบิกอาหารไทยในตุรกีคนแรกกล่าวทิ้งท้าย

ปากท้องชาวตุรกี

ข้อตกลงการเมือง เศรษฐกิจ หลายครั้งตกลงและจบลงบนโต๊ะอาหาร เรื่องอาหารการกินจึงเป็นวัฒนธรรมที่มิอาจมองข้าม โดยตุรกีจะจัดนิทรรศการด้านวัฒนธรรมและการค้าที่ประเทศไทยปลายปีนี้ (28 พ.ย.-1 ธ.ค.) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดังนั้นหากวัฒนธรรมตั้งแต่เรื่องราวประวัติศาสตร์ ศิลปะ อาหาร จะปูทางมาสู่การขยายตลาดการค้าร่วมกันของตุรกี และไทยในอนาคตได้ฉันใด ก็ต้องพูดถึงปากท้องของคนตุรกีฉันนั้น

 

อาหารตุรกี ส่วนมากประกอบด้วยผักสด เนื้อวัว เนื้อแกะ อาหารทะเล และอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียน 

แม้ตุรกีจะเป็นประเทศที่ขนาบด้วยทะเล 4 ด้าน แต่คนตุรกีนิยมทานแค่ปลา เพราะความเชื่อทางศาสนาที่ไม่นิยมกินสัตว์ทะเลที่มีเปลือกหรือกระดอง เมนูนิยมที่สุดคือปลาย่าง วัฒนธรรมการกินของคนตุรกีจะต้องมีผักสด ผักสลัด เครื่องเคียงต่าง ๆ ทั้งผักดอง พริก กินกับเนื้อสัตว์ (แกะ เนื้อ ไก่) ทำเป็นย่างหรือจานร้อนได้ทั้งนั้น





มาตุรกีแล้วห้ามพลาด "ขนมหวาน" มีหลายประเภท หาซื้อรับประทานง่าย ที่ดังรู้จักไปทั่วโลก "เตอร์กิชดีไลท์" หรือ "โลคุม" ขนมเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ คลุกกับแป้งสีขาวหรือมะพร้าว มีรสหวานจัด ส่วนขนมหวานประเภทอื่นที่ลดความหวานลงมาล้วนแต่รสชาติอร่อยทั้งนั้นทานอาหาร กินขนม จิบกาแฟเตอร์กิช หรือลองชาแอปเปิ้ล แต่ให้ดีลอง "ชาเตอร์กิช" ในแก้วแบบตุรกี เป็นชาสีออกแดงเข้ม กลิ่นหอม รสชาติแนวชาจีนแต่เข้มและมีรสหวานติดปลายลิ้น



หากอยากกินลมชมบรรยากาศมีร้านอาหารที่ขายวิวสวยมากมาย อาทิ ย่านไฮโซฯที่สุดในอิสตันบูลคือถนนเลียบช่องแคบบอสฟอรัสมี ร้านรวงเห็นวิวทะเลสวยๆหรือจะข้ามไปกินอาหารบนแพกลางช่องแคบบอสฟอรัสที่อยู่ ระหว่างจุดตัดทวีปยุโรปกับเอเชียพอดีส่วนที่มืองอิซเมียร์มีร้านกาแฟเลียบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลายร้านตั้งทิวแถวยาวให้ไปนั่งกินบรรยากาศ



ใคร อยากลองพวกอาหารริมทาง(สตรีตฟู้ด)ในตุรกีมีรถเข็นขายอาหารริมทางน้อยส่วนมาก เป็นรถเข็นขายข้าวโพดปิ้งเกาลัดถั่วคั่วส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มี"ระคึ"วอดก้าตุรกี กับเบียร์ยี่ห้อเอฟเฟรส ที่แทบจะเป็นเบียร์ประจำชาติ ชื่อมาจากเอฟเฟรสซุสเมืองเก่าขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอิซเมียร์





สำหรับอาหารนานาชาติในตุรกี อาหารญี่ปุ่นเป็นที่นิยม โดยเฉพาะ "ซูชิโค" ที่เป็นเชนร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดหลายสาขาในตุรกี ซึ่งอาหารนานาชาติในตุรกียังต้องบุกเบิกกันต่อ คนตุรกีแม้จะเสรีแต่ยังมีลักษณะการกินอาหารดั้งเดิมมากกว่าลองอาหารชาติอื่น แต่ที่แน่ ๆ สังเกตมาหลายมื้ออาหาร พบว่าคนตุรกีนั้นเป็นชาติที่ทานอาหารได้ไวและเร็วทีเดียว

 

โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล
ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 16 - วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2556

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368627661
 

 

เจาะลึกเศรษฐกิจตุรกี "ตลาดใหม่" ของไทย (จบ)

ภาคธุรกิจ "การท่องเที่ยว" เป็นหนึ่ง ใน "เป้าหมาย" ของตุรกีที่จะเพิ่มจีดีพีของประเทศ ตัวเลขนักท่องเที่ยวจากตุรกีที่เดินทางมาไทยเฉลี่ยปีละ 6.4 หมื่นคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปตุรกีประมาณ 1.2 หมื่นคนต่อปี แต่ภาพรวมนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนตุรกีเฉลี่ยกว่า 33 ล้านคนต่อปี

ทั้งนี้ หลังการยกเลิกการขอวีซ่าจากประเทศไทยเข้าตุรกี ทำให้นักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจตุรกีเพิ่มขึ้น ขณะที่ตุรกีก็เปิดกว้างเร่งโปรโมตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียให้มากขึ้น

เมืองหลักของตุรกี ทั้งอิสตันบูล อิซเมียร์ และอันทาเลีย จึงมี "ช่องทาง" ด้านการ "ท่องเที่ยว" รวมทั้งธุรกิจที่ต่อยอดเสริมกับการท่องเที่ยวเช่นกัน

ตอนที่แล้วเล่าถึงศักยภาพเมือง "อิซเมียร์" คู่แข่งเอ็กซ์โป 2020 กับไทย ตอนจบนี้ขอเล่าถึง "อันทาเลีย" เมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวของตุรกี ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้ปีละ 11 ล้านคน ตัวเมืองอยู่ด้านทิศตะวันตกของตุรกี ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จุดขายความเป็นเมืองตากอากาศ มีโรงแรมระดับห้าดาวกว่า 300 แห่ง "อันทาเลีย" ยังสร้างตัวตนเป็นฮับด้านสุขภาพ-ความงาม-สุขภาวะที่ดี ตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์มออร์แกนิกส์

 

บรรยากาศในเมืองอันทาเลีย ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

อีกด้านเด่นคือภาคเกษตรกรรม 


อันทาเลียส่งออกพืชผลทางการเกษตร ต้นไม้เพื่อการตกแต่ง ดอกไม้ ผลไม้ไปกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่กี่ปีข้างหน้าเมืองนี้น่าจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงนิทรรศการพืชสวนโลกในปี 2016 เช่นเดียวกับที่เชียงใหม่เคยจัดมาแล้ว ตัวเลขนักท่องเที่ยวปัจจุบัน 11 ล้านคนต่อปี จึงคาดว่าจะเพิ่มเป็น 16 ล้านคนต่อปีในอีก 3 ปีข้างหน้า

การไปเมืองอันทาเลีย ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการคนไทยและแรงงานไทยที่เริ่มลงทุนทำธุรกิจในเมืองนี้ อาทิ ผู้ประกอบการไทยที่เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น ไปจนถึงคนไทยที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการสปา และกลุ่มแรงงานไทยที่เข้าไปทำงานภาคการบริการเป็นพนักงานนวดสปาตามโรงแรมแนวรีสอร์ต และเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น

 

คนไทยเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองอันทาเลีย


แม้การทำธุรกิจขนาดย่อมในตุรกีของคนไทยยังมีน้อยมาก แต่ที่มีการดำเนินการอยู่ ก็พบว่าช่องทางส่วนใหญ่ของฐานลูกค้าและรายได้ยึดโยงมาจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนตุรกีเป็นหลัก

หากดูทั้งภาพรวมในตุรกี ปัจจุบันมีคนไทยที่อยู่อาศัยในตุรกีเกือบ 500 คน และนักศึกษาไทยในตุรกีราว 90 คน ขณะที่การลงทุนในรูปแบบบริษัทของไทยในตุรกี ปัจจุบันบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ลงทุนด้านการเลี้ยงไก่ครบวงจร ขณะที่การลงทุนของตุรกีในไทย มีบริษัท Thai Indo Kord Sa ของกลุ่ม Sabanchi เป็นผู้ลงทุนตุรกีรายใหญ่ที่สุดในไทย ผลิตเชือกไหมไนลอน ผลิตภัณฑ์ยางพารา ผ้าใบยางรถยนต์ ที่อุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา นอกจากนี้ยังมีบริษัทอัญมณีขนาดเล็ก 20 บริษัท บริษัทท่องเที่ยว 6 บริษัท บริษัทสิ่งทอ 3 บริษัท มาลงทุน เป็นต้น

ในการเดินทางเยี่ยมชมและพูดคุยกับภาคเอกชน 9 แห่งของตุรกี ผ่านโครงการ "ส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์ไทย-ตุรกี ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจของไทย" จัดโดยสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกีนั้น พบว่าภาพรวมทั้งสองประเทศสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการค้าร่วมกันได้ และน่าสนใจว่าแม้ไลน์การผลิตสินค้าส่งออกของไทยกับตุรกีจะคล้ายคลึงกัน แต่ตลาดของทั้งสองประเทศยังแยกกันชัดเจนพอสมควร

 

 
ย่านตลาด Spice Market ในนครอิสตันบูล

อีกหนึ่งจุดแลนด์มาร์คในอิสตันบูล สุเหร่าบลูมอสก์ 
 
ย่านสุลต่านอาเหม็ด ศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์เก่าแก่ในอิสตันบูล
 
สวนพฤกษชาติในอิสตันบูล เรียงรายด้วยดอกทิวลิป ตุรกีเป็นประเทศต้นกำเนิดดอกทิวลิป
ก่อนจะไปเป็นสัญลักษณ์โด่งดังในเนเธอร์แลนด์
 
 
เมื่อแยกย่อยดูสินค้าที่ไทยนำเข้าจากตุรกี อาทิ เครื่องจักรกล เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ อัญมณี เงินและทองแท่ง เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องประดับ ผ้าผืน ส่วนสินค้าไทยที่ส่งออกไปตุรกี อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ยางพารา เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง คอมเพรสเซอร์เครื่องทำความเย็น เป็นต้น โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับตุรกี 1,329.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตุรกีนั้นด้านหนึ่งนำเข้าผลิตภัณฑ์ผ้าผืน สิ่งทอ ยางยืดจากไทยก็จริง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นซับคอนแทร็กต์ รับผลิตเสื้อผ้าแบรนด์แฟชั่นให้ประเทศยุโรปด้วยเช่นกัน อาทิ ท็อปช็อป, มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์, ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์, ฮิวโก้บอส เป็นต้น
 
ปามุคคาเล่ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมหนึ่งในมรดกโลกระหว่างทางไปอันทาเลีย

อีกหนึ่งธุรกิจสำคัญคือ ธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งเติบโตเร็วมาก อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนจีดีพี และมีแรงงานในภาคนี้กว่า 1.8 ล้านคน โดยเฉพาะบริษัทก่อสร้างระดับนานาชาติของตุรกี 33 แห่งที่ออกไปได้งานตั้งแต่ฝั่งยุโรปตะวันออกถึงอเมริกาเหนือ รวมแล้วกว่าร้อยประเทศ และดำเนินโครงการไปแล้ว 7,000 โครงการ ซึ่งความโดดเด่นของธุรกิจก่อสร้างตุรกีคือการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีขึ้นเรื่อย ๆ
 

อัตราการเจริบเติบโตของตุรกีเป็นไปอย่างรวดเร็ว การก่อสร้างมีอยู่ทั่วหลายจุดในเมืองสำคัญ 


ธนาคารโลกจัดให้ตุรกีเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยขั้นกลางระดับสูง และเป็นตลาดใหม่ของโลก กับขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 16 ของโลก และเป็นอันดับ 6 ของทวีปยุโรป ในปี 2555 ที่ผ่านมา ความที่เศรษฐกิจของตุรกีเติบโตต่อเนื่องในห้วง 2-3 ปี มานี้ จึงมีศักยภาพเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตาของไทย

 
โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล
ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม พ.ศ.2556

จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆให้เห็น "ตุรกี"

โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล Twitter@tistoo

ไปร่วมทริปพบปะนักธุรกิจหลายภาคส่วนที่สาธารณรัฐตุรกี พบว่า "ตุรกี" วันนี้ กระชุ่มกระชวยกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ...

2-3 ปีก่อน ตุรกีมีจีดีพีที่เติบโตเร็วมาก แม้ปัจจุบันจะมีปัญหาจากวิกฤตยูโรโซน ทำให้ตุรกีได้รับผลกระทบบ้าง เพราะภาคอุตสาหกรรมหลักเชื่อมโยงกับฝั่งยุโรป แต่ก็ยังมีตัวเลขการเจริญเติบโตน่าสนใจ โดยคาดการณ์ว่าตุรกีน่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในประเทศกลุ่ม "โออีซีดี" ภายในปี 2559

การไปตุรกีครั้งนี้ ผู้เขียนได้พบกับตัวแทนนักธุรกิจหลายภาคส่วน อาทิ กลุ่มสภาธุรกิจตุรกี-ไทย ตัวแทนสำนักงานการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มธุรกิจสิ่งทอ ภาคธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม ผู้ประกอบการร้านอาหาร เยี่ยมชมอุตสาหกรรมออร์แกนิกฟาร์มมิ่ง นิคมอุตสาหกรรมเขตฟรีโซน นิคมอุตสาหกรรมในอิซเมียร์ ในส่วนที่เป็นเขตฟรีโซน มีข้อกฎหมายและเงื่อนไขหลายอย่างผ่อนคลายกับนักลงทุนและผู้ประกอบการจากต่างชาติ แม้จะมีช่องทางน่าลงทุน แต่การลงทุนจากฝั่งเอเชียยังมีน้อย ขณะที่ถ้าเทียบดุลการค้านำเข้า-ส่งออกระหว่างไทยกับตุรกีแล้ว พบว่าไทยได้ดุลตุรกีมาตลอด กระนั้นอีกไม่นานจะมีการตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ของไทย ที่เมืองอุตสาหกรรมอิซเมียร์

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เล็งเห็นศักยภาพตลาดในตุรกีที่มีช่องทางน่าสนใจในการร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพราะตุรกีนั้นเป็นประเทศเนื้อหอมในการมาลงทุนจากประเทศตะวันตกอย่างเยอรมนี รัสเซีย แต่ยังห่างไกลจากประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้ตุรกีจะมุ่งทำ ธุรกิจการค้าเน้นหนักไปทางตะวันตกมาตลอดล่าสุดขยายตลาดไปแถบแอฟริกาเหนือและ ตะวันออกกลางแต่ด้านหนึ่งตุรกีก็สนใจตลาดในเอเชียและเล็งเป้ามาที่ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้เช่นกัน


เมืองอันทาเลีย


โดยต้นเดือนกรกฎาคมนี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมคณะ จะเดินทางไปพบกับประธานาธิบดี นายกฯตุรกี นักธุรกิจ รวมทั้งกล่าวสุนทรพจน์กับนักธุรกิจที่นั่น ถือเป็นการเยือนของนายกฯไทยคนล่าสุด หลังจากสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548

ขณะที่ปลายปี วันที่ 28 พ.ย.-1 ธ.ค. 56 จะมีการจัดนิทรรศการด้านวัฒนธรรมและเชื่อมโยงด้านการค้าที่ประเทศไทยด้วย

กล่าวสำหรับประเทศไทยมีภาคธุรกิจที่เข้าไปลงทุนในตุรกีคือเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี)ที่เข้ามาทำธุรกิจไก่ครบวงจรตั้งแต่ปี2530 อย่างไรก็ตามจากการคุยกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว การค้า น่าจะเป็นตลาดหลักที่เข้าสู่ประเทศไทย

นักธุรกิจด้านท่องเที่ยวตุรกีเล่าว่า คนตุรกีนั้นชอบทะเลที่เมืองไทย แพ็กเกจที่จัดมาและได้รับความนิยมคือที่พัทยา แม้ตุรกีจะมีอันทาเลียเป็นเมืองตากอากาศและเมืองท่องเที่ยวของประเทศ มีนักท่องเที่ยวปีละ 11 ล้านคน ซึ่งถือว่าจำนวนมาก แต่จำนวนหนึ่งชอบทะเลเมืองไทย



ส่วนตัวผู้เขียนไปอันทาเลีย พบว่าแม้จะสวย มีวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่หากชอบอาบแดด เล่นน้ำทะเล นอนเล่นบนพื้นทรายแล้ว ชายหาดทะเลบ้านเราสวยกว่า

กระนั้นหากดูตัวเลขรายได้การท่องเที่ยวของตุรกีแล้วสูงมาก เฉพาะปี 2555 ที่ผ่านมา ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาเยือนตุรกี มีถึง 36.7 ล้านคน รายได้ท่องเที่ยว 29.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวธุรกิจจึงมีเต็มที่ นอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวประวัติศาสตร์แบบมรดกโลกหลายแห่ง ยังมีความพยายามสร้างจุดขาย เช่น ที่เมืองอันทาเลีย จะผลักดันเป็นเมืองสุขภาพรักษาโรคภัยไข้เจ็บแบบครบวงจร ไปจนถึงการปลูกถ่ายอวัยวะ ศัลยกรรมพลาสติก โดยชูจุดขายราคาถูกกว่าในยุโรป

อันทาเลียนั้นเป็นเมืองท่องเที่ยว อารมณ์ประมาณพัทยา และมีคนไทยทำงานที่นั่น ตั้งแต่ผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้บริหารสปานวดแบบไทยและตุรกี รวมถึงพนักงานนวดสปา ซึ่งตลาดแรงงาน เช่น พนักงานนวดสปานั้นยังเปิดกว้าง เพียงแต่ยังมีข้อติดขัดด้านวีซ่าการเข้าทำงาน และการปรับตัวของแรงงานไทย เพราะแม้จะเป็นประเทศมุสลิมเสรี แต่ยังมีลักษณะดั้งเดิมบางอย่างที่แรงงานไทยต้องปรับตัว ทั้งภาษาและอาหารการกิน

ขณะที่ปริมาณคนไทยเริ่มนิยมไปท่องเที่ยวตุรกีมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศระหว่างไทยกับตุรกี...

ถือเป็นภาพคร่าว ๆ แบบจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ให้พอเห็นตุรกี จากนี้ต้องรอดูพัฒนาการความร่วมมือของไทยกับตุรกีต่อไปในอนาคต...

ที่มา นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 20- วันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2556
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1368898846
ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ที่
www.facebook.com/prachachat
ทวิตเตอร์@prachachat

Menu

Royal Thai Embassy

Tel. (90-312) 437 4318  

Fax. (90-312) 437 8495

mail thaiank@ttmail.com

หากเป็นกรณีฉุกเฉิน

ติดต่อหมายเลข

+๙๐-๕๓๓-๖๔๑-๕๖๙๘

(ติดต่อได้ตลอด ๒๔ ชม.)

 

Office Hours: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.
09.00-12.00 | 13.00-16.30 hrs.
 
Visa and Consular Section: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.  
09.30-11.30 hrs.
 

 

ติดต่อฝ่ายกงสุล

thaiconsulturkey@gmail.com

Search

การค้าการลงทุน

  ภาพรวม มูลค่าการค้าไทย – ตุรกีในช่วง 5เดือนแรก คิดเป็นจำนวน 565.16ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58โดยไทยส่งออกไปตุรกีเป็นจำนวน 454.32ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.50%) และนำเข้าเป็นจำนวน 110.84ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 28.98%) หรือไทยเปรียบดุลการค้าจำนวน 343.47ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 0.35%) ...

เจาะลึกเศรษฐกิจตุรกี

จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆให้เห็น "ตุรกี"
วันเสาร์, 22 มิถุนายน 2556
โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล Twitter@tistoo ไปร่วมทริปพบปะนักธุรกิจหลายภาคส่วนที่สาธารณรัฐตุรกี พบว่า "ตุรกี" วันนี้ กระชุ่มกระชวยกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ... 2-3 ปีก่อน...

Royal Thai Embassy, Koza Sokak No. 87 ,06700 Gaziosmanpasa Ankara, Turkey  : Tel. (90-312) 437 4318   Fax. (90-312) 437 8495 mail thaiank@ttmail.com