Menu
คุณอยู่ที่: หน้าแรกเศรษฐกิจตุรกีรายงานเศรษฐกิจตุรกี ปี 2556 คาดการณ์เศรษฐกิจตุรกี ปี 2557 และแนวโน้มผลกระทบต่อการค้าการลงทุนของไทย

รายงานเศรษฐกิจตุรกี ปี 2556 คาดการณ์เศรษฐกิจตุรกี ปี 2557 และแนวโน้มผลกระทบต่อการค้าการลงทุนของไทย

ถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ขอรายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจตุรกี ในปี 2556 และแนวโน้มเศรษฐกิจตุรกี ในปี 2557 ตามที่ได้ประมวลข้อมูลต่างๆ ดังนี้

ปี 2556

1.    ภาพรวม ศก ตุรกี ปี 2556 ในช่วง 3 ไตรมาสแรก ศก ตุรกีเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 แต่รัฐบาลตุรกี คาดการณ์ว่า ปี 2556 ทั้งปีจะเติบโตที่ร้อยละ 3.6 ปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตุรกีมาจาก (1) อุปสงค์ภายในเป็นปัจจัยหลัก โดยระดับการใช้จ่ายครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 (2) การลงทุนภาครัฐ โดยในครึ่งปีแรกของปี 2556 เงินลงทุนภาครัฐเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 60 เพื่อชดเชยการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงร้อยละ 4.7 และ (3) การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ทั้งนี้ GDP ในปีนี้ต่ำกว่าอัตราเป้าหมาย (ร้อยละ 4) เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ประท้วงที่ Gezi Park เมื่อกลางปี 2556 และกรณีทุจริตเมื่อปลายปี 2556 ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินลีราและตลาดหุ้นตุรกีตกเป็นประวัติการณ์

2.      เงินเฟ้อปี 2556 สูงกว่าที่คาดการณ์ เงินเฟ้อของตุรกีทั้งปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 7.4 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 6.8 เนื่องจาก (1) ค่าเงินลีราทรุดตัวลงส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่นำเข้าเพิ่มสูงขึ้น (2) รบ ตุรกีออกมาตรการเพิ่มภาษีรถยนต์ บุหรี่ แอลกอฮอล์ และโทรศัพท์มือถือ (3) ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงกว่าที่คาดการณ์ และ (4) อุปสงค์ภายในระดับสูงที่ผลักดันการนำเข้า

3.      ตุรกียังคงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2556 สัดส่วนการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตุรกีอยู่ที่ร้อยละ 7.1 ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 51.9 พันล้าน ดสร เพิ่มจาก 39.6 พันล้าน ดสร จากปี 2555 สาเหตุการขาดดุลดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก (1) การไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งหมด (2) อัตราการกู้ยืมต่างชาติ โดยในเดือน ตค 2556 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 จากปี 2555 อยู่ที่ 151.9 พันล้าน ดสร  และ (3) วัฒนธรรมการใช้บัตรเครดิตอย่างแพร่หลายถึงร้อยละ 54 ของ GDP

4.      ค่าเงินตุรกีลีราทรุดตัวเป็นประวัติการณ์

4.1.      เมื่อวันที่ 6 มค 2557 ค่าเงินตุรกีลีราอ่อนค่าลงอยู่ที่ 2.1925 ตุรกีลีราต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับลดลงร้อยละ 17 จากต้นปี 2556 สาเหตุสืบเนื่องมาจาก (1) การที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มถอนนโยบายอัดฉีดเงิน (Quantitative Easing) ทำให้นักลงทุนถอนเงินลงทุนออกจากตุรกี และ (2) เหตุการณ์ทุจริตเมื่อปลายปี 2556

4.2.      ธนาคารกลางตุรกีได้ประกาศว่า จะเทขาย 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธค 2556 ถึงปลายเดือนมกราคม 2557 เพื่อพยุงค่าเงินตุรกีลีรา ซึ่งอาจทำให้ทุนสำรองเงินตรา รปท ของตุรกีลดลงต่ำกว่า 40 พันล้าน ดสร  อนึ่ง ก่อนหน้านี้ IMF ได้แสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของตุรกีที่อยู่ ในระดับต่ำด้วยแล้ว[2]

4.3.      นักธุรกิจตุรกีได้แสดงความห่วงกังวลต่อค่าเงินลีราที่อ่อนค่าลง เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องชำระหนี้เป็น ดสร ในขณะที่ได้รับรายได้เป็นตุรกีลีรา ทำให้ต้องชำระหนี้ในอัตราที่สูงขึ้น อนึ่ง ร้อยละ 57.7 ของหนี้ภายนอกของตุรกีเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ

5.      ตุรกีขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น จากตัวเลข 11 เดือนแรกของปี 2556 ตุรกีขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 16.8 การส่งออกลดลงร้อยละ 0.8 (138.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 (228.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

5.1.      ตุรกีนำเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุปสงค์ภายในที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสถิติเดือน พย 2556 ระบุว่า ตุรกีนำเข้าเชื้อเพลิงและน้ำมันเป็นหลัก (4,776 ล้าน ดสร) รองลงมา ได้แก่ เครื่องจักร (2,537 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ยานยนต์และชิ้นส่วน (1,585 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเหล็กและเหล็กกล้า (1,487 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ ทั้งปี 2556 ตุรกียังนำเข้าทองสูงเป็นประวัติการณ์จำนวน 302.3 ตัน เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 150 เนื่องจากราคาทองที่ต่ำลง รวมทั้งการชำระค่าก๊าซธรรมชาติให้แก่อิหร่านเป็นทอง ซึ่งพัวพันกับคดีการทุจริตฟอกเงิน

5.2.      การส่งออกทรงตัว ในปี 2556 ตุรกีส่งออกทั้งหมด 151.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 151.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2555 สินค้าส่งออกหลักได้แก่ (1) ภาคยานยนต์ โดยการส่งออกรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 11.8 (21,305 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดใหม่ แทนตลาด EU ที่ซบเซาลง (2) ภาคเคมีภัณฑ์ (17,441 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งชะลอตัวลงร้อยละ 0.4 และ (3) สิ่งทอ (17,373 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 8.3 ประเทศที่ตุรกีส่งออกเป็นหลัก ได้แก่ สหภาพยุโรป (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 มูลค่า 61.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตะวันออกกลาง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 มูลค่า 27.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เยอรมนี (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 มูลค่า 13.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) อิรัก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มูลค่า 11.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสหราชอาณาจักร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 มูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปี 2557

6.      แนวโน้ม ศก ตุรกี ปี 2557 น่าจะหดตัว รัฐบาลตุรกี ได้ตั้งเป้า GDP ของปี 2557 ไว้ที่ร้อยละ 4 อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ GDP จะต่ำกว่าตัวเลขเป้าหมาย ดังนี้

แหล่งข้อมูล

รบ ตุรกี

World Bank

IMF

OECD

นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์

อัตรา GDP ปี 2557 (%)

4

3.5

3.4

3.8

3.5

 

      ทั้งนี้ แนวโน้ม ศก ตุรกี จะถูกขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) สถานการณ์การเมืองภายใน (2) อุปสงค์โลกที่กระเตื้องขึ้นและค่าเงินลีราที่อ่อนลง ซึ่งน่าจะส่งผลบวกต่อความสามารถในการส่งออกของตุรกี และ (3) อุปสงค์ภายในประเทศ ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมารัฐบาลตุรกี ต้องการที่จะลดอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อส่งเสริมการออม

        7.      แนวโน้มปัจจัย ศก อื่นๆ

7.1.      เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางตั้งเป้าที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 5.3 ในปี 2557 แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า ค่าเงินเฟ้อน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากค่าเงินลีราตกเป็นประวัติการณ์ หากค่าเงินลีรายังอ่อนค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ค่าเงินเฟ้อพุ่งสูงถึงร้อยละ 9-10

7.2.      ตุรกียังคงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง เนื่องจากการออมของตุรกีอยู่ในระดับต่ำจนเป็นปัญหาโครงสร้าง ศก ตุรกี[3] กอปรกับอุปสงค์ภายในระดับสูงของตุรกี และมีการกู้ยืมของครัวเรือนจำนวนมาก[4] ทำให้ตุรกียังต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศสำหรับการลงทุน ซึ่ง Barclay’s ประมาณการว่า น่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 217 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น 164 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับหนี้ต่างประเทศ และ 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการขาดดุลการค้าสินค้าและบริการ

7.3.      ตุรกีน่าจะขาดดุลการค้าน้อยลง จาก การที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณขยายตัว ทำให้มีแรงซื้อจากภายนอกมากขึ้น และค่าเงินลีราอ่อนค่าลง จึงน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกของตุรกี สำหรับการนำเข้านั้น โดยที่รัฐบาลออกนโยบายควบคุมอุปสงค์ภายใน การนำเข้าเพื่อการบริโภคโดยตรงน่าจะลดลง อย่างไรก็ดี ตุรกียังคงต้องนำเข้าสินค้า intermediate goods เพื่อนำมาผลิตสำหรับการส่งออกต่อไป

7.4.      อัตราดอกเบี้ยทรงตัว แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ธนาคารกลางตุรกียืนยันที่จะไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้น ศก ภายใน และคงระดับการเจริญเติบก่อนการเลือกตั้ง

7.5.      ค่าเงินตุรกีลีราน่าจะแข็งค่าขึ้นในครึ่งหลังของปี นักวิเคราะห์เชื่อว่า ค่าเงินลีราน่าจะแข็งค่าขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ ภายหลังการเลือกตั้ง และหากรัฐบาลสามารถจัดการค่าเงินเฟ้อได้  

8.      ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับตุรกี ธนาคาร โลกเสนอแนะให้ตุรกีปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเพิ่มระดับการออม เพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและเพื่อส่งเสริมการเติบโตเศรษฐกิจอย่าง ยั่งยืน ทั้งนี้ นอกจากนโยบายชะลออุปสงค์ภายในที่เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว เช่น การจำกัดการใช้เครดิตการ์ด[5]การจำกัดการปล่อยกู้ และการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้าต่างๆ แล้ว ตุรกีควรจะต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มการออมด้วย

การค้าระหว่างไทย-ตุรกี

9.  ภาพรวมการค้าไทย-ตุรกีในปี 2556 ระหว่างเดือน มค-พย 2556 มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ตุรกี อยู่ที่ 1,365.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 11.23 โดยไทยส่งออกมายังตุรกี 998.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 228.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ตุรกีขาดดุลการค้าไทยน้อยลงร้อยละ 1.30 ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2556 ไทยเป็นคู่ค้าใหญ่เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มอาเซียนของตุรกี รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งตกจากอันดับ 2 ในปี 2555

 

2554

2555

มค-พย 2555

มค-พย 2556

อัตราการขยายตัว (%)

มูลค่าการค้า

1,439.48

1,329.25

1,227.29

1,365.14

11.23

การส่งออก

1,249.87

1,085.42

998.89

1,062.79

6.40

การนำเข้า

189.61

243.83

228.4

302.35

32.38

ดุลการค้า

1,060.26

841.59

770.49

760.44

-1.30

10.  การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.40 สินค้าส่งออกของไทยไปยังตุรกี 5 อันดับแรก ได้แก่

 

สินค้า

มูลค่าการส่งออก (ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ) (มกราคม-พฤศจิกายน)

สัดส่วนการตลาด (%)

อันดับในปี 2555

อัตราการขยายตัว (%)

1.

ยานพาหนะ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ

218.6

20.57

2

38.39

2.

เครื่องใช้ไฟฟ้า

145.9

13.73

4

72.45

3.

เม็ดพลาสติก

1.8.7

10.22

1

-33.75

4.

ยางพารา

97.9

9.22

3

-9.31

5.

ผลิตภัณฑ์ยาง

59.6

5.60

8

53.97

หากเปรียบเทียบอัตราขยายตัว ยานพาหนะเริ่มฟื้นตัวหลังหดตัวไป -26.95 ในปี 2555 เครื่องปรับอากาศขยายตัวมาตลอดและพุ่งสูงในปีนี้ ในขณะที่เม็ดพลาสติกและยางพาราหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ส่วนผลิตภัณฑ์ยางดู เหมือนว่าจะเป็นตลาดใหม่แทนยางพารา ทั้งนี้ หากใช้มูลค่าการส่งออกปี 2554 เป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นปีที่มูลค่าการค้าระหว่างไทย-ตุรกีสูงสุดในประวัติการณ์นั้น ในกลุ่มสินค้า 10 อันดับต้น มีเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และตู้เย็นและส่วนประกอบที่มีมูลค่าการส่งออกสูงกว่าในปี 2554 และเป็นกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามอง 

12.  ไทยนำเข้าจากตุรกีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การ นำเข้าของไทยจากตุรกีเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 32.38 โดยปัจจัยหลักมาจากการนำเข้าเหล็กที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 1,445.90 และได้นำเข้าเครื่องจักรและส่วนประกอบ และเสื้อผ้าสำเร็จรูปมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ไทยนำเข้าผ้าผืนซึ่งเคยเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ลดลงถึงร้อยละ 53.04 

 

สินค้า

มูลค่าการนำเข้า (ล้าน ดสร) (มค-พย)

สัดส่วนการตลาด (%)

อันดับในปี 2555

อัตราการขยายตัว (%)

1.

เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์

84.0

27.77

10

1,445.90

2.

เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

31.3

10.37

1

20.81

3.

พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

21.6

7.14

2

-17.71

4.

เสื้อผ้าสำเร็จรูป

20.2

6.68

5

30.89

5.

สินแร่โลหะอื่นๆ

19.9

6.60

3

-19.64

13.  ในปี 2557 ไทยน่าจะนำเข้าจากตุรกีเพิ่มมากขึ้น เนื่อง จาก (1) ค่าเงินลีราที่อ่อนลง ซึ่งทำให้สินค้าตุรกีถูกลง (2) แนวโน้มการส่งออกสินค้าตุรกีมายัง ปทท เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา (ร้อยละ -24.36, 25.60, 32.38 ตามลำดับ) และหากดูแนวโน้มจากประเทศอาเซียนแล้ว ตุรกีก็ส่งออกไปยังประเทศอาเซียนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญด้วย ยกเว้นอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ดี การนำเข้าของไทยมีส่วนขึ้นอยู่กับอุปสงค์ภายในของไทยและเศรษฐกิจไทยด้วยเช่น กัน

14.  ในปี 2557 การส่งออกสินค้าไทยไปยังตุรกียังไม่แน่นอน การส่งออกสินค้าไทยไปยังตุรกีขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป และเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้ตุรกีนำเข้าจากไทยเพื่อนำไปประกอบสำหรับส่งออกอีกครั้ง เช่น สาขารถยนต์ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถส่งออกรถยนต์/ชิ้นส่วนรถยนต์ และยางพารา ได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยเชิงลบ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจตุรกีที่เริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมือง (2) ค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลงมากกว่าค่าเงินบาท ทำให้ตุรกีต้องนำเข้าสินค้าจากไทยในราคาที่แพงขึ้น และ (3) นโยบายจำกัดอุปสงค์ภายในของรัฐบาลตุรกี

15.  ตลาดตุรกียังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับไทย แม้เศรษฐกิจตุรกีจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2557 แต่ตุรกีก็ยังเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับไทย ดังนี้

15.1.  ตุรกีมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ตุรกีถือเป็นตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง-กลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว นิตยสาร Forbes จัดให้ตุรกีมีเศรษฐีพันล้านมากเป็นอันดับ 7 ในโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม ปท ยุโรป โดยมีเศรษฐีพันล้าน 44 คน[6] ส่วนนิตยสาร Wealth-X และ UBS Billionaire Census 2013 ระบุว่า ผู้ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้าน ดสร ในตุรกีเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 10.5 คิดเป็นจำนวน 900 คน

15.2.  การเจาะตลาดตุรกีควรเน้นสินค้าคุณภาพสูง และ Niche Market โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ได้คัดเลือกสินค้า 1 ทูต 3 ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพรองรับความต้องการของตลาดบน ได้แก่ (1) ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งของไทยมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพ (2) ผลิตภัณฑ์สปาและบริการนวดสปา/นวดแผนไทย เพื่อเข้าถึงกลุ่มชนชั้นสูงและคนทำงาน โดยจะมุ่งเน้นการเปิดเครือสปาในกลุ่มโรงแรม 5 ดาว และ (3) ผลไม้ไทยและอาหารไทย สำหรับชาวตุรกีที่มีกำลังซื้อสูงและกล้าลองสินค้าแปลกใหม่จากเอเชีย

15.3.  ตุรกีเป็นจุดส่งผ่านสินค้าไปยังภูมิภาคที่ใกล้เคียงสำหรับไทย การเจาะตลาดตุรกีไม่จำกัดเพียงตลาดตุรกีเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงตลาดยุโรปตะวันออก แอฟริกาตอนเหนือ ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศเตอร์กิก ได้อีกด้วย สืบเนื่องจากการที่ตุรกีเป็นศูนย์กลางสำหรับการกระจายสินค้าในภูมิภาค มี logistics ที่เพียบพร้อมทั้งทางเครื่องบิน ทางเรือ นอกจากนี้ ตุรกียังเพิ่งเปิดใช้รถไฟสาย Marmaray ลอดใต้ช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเปิดใช้สำหรับการขนส่งสินค้าด้วย

                            


 

[2] ในวันที่ 13 ธค 2556 ตุรกีมีเงินทุนสำรอง รปท 115 พันล้าน ดสร เมื่อเทียบกับรัสเซีย 480 พันล้าน ดสร บราซิล 375 พันล้าน ดสร และ เม็กซิโก 176 ดรส

[3] ระดับการออมในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ร้อยละ 12.6 ของผลผลิตโดยรวม

[4] ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา รายได้ต่อหัว (nominal terms) เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ระดับการกู้ยืมของผู้บริโภคอยู่ที่ร้อยละ 24.6 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี ซึ่งมากกว่าอัตราของธนาคารร้อยละ 15

[5] ในช่วงครึ่งปี 2556 มีการใช้บัตรเครดิตจำนวน 56.4 ล้านใบ หรือเทียบเป็น ร้อยละ 74.2 ของประชากรตุรกีทั้งหมด

[6] ถัดจากสหรัฐฯ (442 คน) จีน (112 คน) รัสเซีย (110 คน) เยอรมนี (58 คน) อินเดีย (55 คน) บราซิล (46 คน) ตุรกี (44 คน) ฮ่องกง (39 คน) และสหราชอาณาจักร (38 คน)

 

Menu

Royal Thai Embassy

Tel. (90-312) 437 4318  

Fax. (90-312) 437 8495

mail thaiank@ttmail.com

หากเป็นกรณีฉุกเฉิน

ติดต่อหมายเลข

+๙๐-๕๓๓-๖๔๑-๕๖๙๘

(ติดต่อได้ตลอด ๒๔ ชม.)

 

Office Hours: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.
09.00-12.00 | 13.00-16.30 hrs.
 
Visa and Consular Section: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.  
09.30-11.30 hrs.
 

 

ติดต่อฝ่ายกงสุล

thaiconsulturkey@gmail.com

Search

การค้าการลงทุน

  ภาพรวม มูลค่าการค้าไทย – ตุรกีในช่วง 5เดือนแรก คิดเป็นจำนวน 565.16ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58โดยไทยส่งออกไปตุรกีเป็นจำนวน 454.32ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.50%) และนำเข้าเป็นจำนวน 110.84ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 28.98%) หรือไทยเปรียบดุลการค้าจำนวน 343.47ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 0.35%) ...

Royal Thai Embassy, Koza Sokak No. 87 ,06700 Gaziosmanpasa Ankara, Turkey  : Tel. (90-312) 437 4318   Fax. (90-312) 437 8495 mail thaiank@ttmail.com