Menu
คุณอยู่ที่: หน้าแรกข่าวกิจกรรม สอทสถานทูตไทยรุกตลาดผลไม้ไทยในตุรกี

สถานทูตไทยรุกตลาดผลไม้ไทยในตุรกี

 

สถานทูตไทยในตุรกีพยายามรุกตลาดผลไม้ไทยในตุรกี เน้นสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย จัดงานชิมผลไม้ไทยให้กับห้างค้าปลีกและผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ในตุรกี

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เริ่มผลักดันการเปิดตลาดผลไม้ไทยในตุรกีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยเชิญผู้สื่อข่าวชั้นนำสายเศรษฐกิจของตุรกีเยือนประเทศไทยเพื่อเผยแพร่ศักยภาพเศรษฐกิจของไทยไปสู่ภาคธุรกิจของตุรกี นักข่าวคนหนึ่งบอกว่า ก่อนกลับตุรกีจะต้องซื้อผลไม้ไทยไปให้ภรรยาให้ได้ “ทำไมไม่มีผลไม้ไทยวางขายในตุรกีบ้าง ขายได้แน่...”

 

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ก็ได้ทำการบ้าน ทั้งเปิดให้ชิมผลไม้ในไทยงานเทศกาลอาหารไทยในตุรกี พบหารือและขอรับคำแนะนำจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องของตุรกี ทั้งผู้ค้าปลีกและผู้นำเข้ารายใหญ่รายย่อย รวมถึงการเชิญห้างซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ที่สุดในตุรกีไปพบคู่ค้าที่ประเทศไทย จนมาถึงกิจกรรมล่าสุด ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ​ กรุงอังการา ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ​​ ณ นครอิสตันบูล จัดงาน“ชิมผลไม้ไทย” แบบ exclusive ให้กับ Migros ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของตุรกี และบริษัทIdeal Tarım ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ผลไม้นำเข้าVerita รายใหญ่ที่สุดของตุรกี ที่นครอิสตันบูลเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม2558 เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับโอกาสและอุปสรรคในการสร้างตลาดผลไม้อย่างเปิดกว้างจากผู้ที่อยู่ติดกับผู้บริโภคตุรกีทั้งสองราย

 

ผลไม้ที่จัดให้ชิมในครั้งนี้ มีทั้งผลไม้สด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มังคุด ลำไย กล้วยน้ำว้า ส้มโอ สับปะรด และแก้วมังกร และผลไม้แห้ง คือ มะม่วงอบแห้ง และมะพร้าวอบแห้ง

 

หลังจากการชิมผลไม้ไทยแล้ว Migros และ Verita เห็นตรงกันว่า ผลไม้ไทยมีศักยภาพในการสร้างตลาดในตุรกีได้ไม่ยาก เนื่องจากมีรสชาติดี ขณะที่ผลไม้ในตุรกีมีความหลากหลายไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นแอ๊ปเปิ้ล องุ่น ลูกพีช ลูกแพร์ ทำให้ผู้บริโภคต้องการทางเลือกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ตุรกีเองก็ไม่สามารถผลิตผลไม้ได้เพียงพอต่อการบริโภคภายใน ยกตัวอย่างเช่นกล้วยซึ่งตุรกีสามารถผลิตได้เพียงร้อยละ 45 ของความต้องการทั้งหมดของตุรกีเท่านั้น ทำให้ต้องนำเข้าอีกร้อยละ 55 โดยผู้บริโภคก็พร้อมแบกรับภาษีนำเข้าที่สูงถึงร้อยละ 145 และในฤดูหนาว ตุรกีไม่สามารถผลิตผลไม้ได้เป็นเวลาถึง2 เดือน

 

Migros สนใจนำเข้ามะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำว้า และสับปะรด ในขณะที่ Verita สนใจส้มโอของไทย ทั้งสองบอกว่า “ผลไม้ไทยมีรสชาติอร่อย แปลกใหม่ และหวานฉ่ำกว่าผลไม้ที่นำเข้าอยู่ในปัจจุบัน” ปัจจุบัน Migros นำเข้ากล้วยหอม และสับปะรดจากอเมริกาใต้ ส่วน Verita นำเข้าส้มโอจากจีน ซึ่งตัวเนื้อส้มโอค่อนข้างแห้งและเปรี้ยว ต่างกับส้มโอจากไทยที่ฉ่ำน้ำและมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

 

อุปสรรคสำคัญ: ผลไม้ไทยอยู่ได้ไม่นาน

 

สิ่งที่ทั้ง Migros และ Verita ห่วงกังวลตรงกันและดูจะเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด คือ ผลไม้ไทยเสียง่าย หรือที่เรียกว่า “shelf life” สั้น Migros แจ้งว่า ผลไม้ที่จะวางขายได้ในตุรกีนั้นจะต้องรักษาสภาพได้อย่างน้อย 40 วัน นับตั้งแต่ออกจากประเทศไทยเพื่อขนส่งทางเรือ 30 วัน ซึ่งรวมการผ่านด่านศุลกากรแล้ว เพื่อให้สามารถวางขายในห้างได้5 วัน และให้ผู้บริโภคมีเวลาในการรับประทานอีก 5 วัน เช่น กล้วยหอมยี่ห้อ Chiquitaที่ส่งออกไปทั่วโลก เมื่อย้อนกลับมาดูกล้วยน้ำว้าของไทยที่สถานเอกอัครราชทูตฯ พยายามชูจุดขายสรรพคุณทางโภชนาการ ทั้งการใช้เป็นอาหารเด็กอ่อน และอาหารลดความอ้วน กลับพบว่า ภายหลังจากที่กล้วยน้ำว้ามาถึงตุรกีทางเครื่องบินเพียง 5 วัน ก็เริ่มมีสีคล้ำไม่น่ารับประทานเสียแล้ว

 

Shelf life ที่นานขึ้นจะทำให้ราคาผลไม้ไทยในตุรกีถูกลงอย่างมาก เพราะสามารถขนส่งทางเรือที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งทางเครื่องบินมาก และสามารถตั้งวางขายให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้นาน

 

Verita แนะนำว่า ผลไม้ที่จะวางขายได้ในตุรกีจะต้องมีเปลือกหนาไทยจึงอาจปรับปรุงสายพันธุ์ผลไม้ไทยให้อยู่ได้นานขึ้นก่อนหน้านี้ Verita เล็งเห็นโอกาสของสับปะรดในตลาดตุรกี จึงได้ลงทุนพัฒนาสายพันธุ์สับปะรดให้มี shelf life นานขึ้น ชื่อพันธุ์ MD 2 โดยนำไปปลูกใน Costa Rica เพื่อส่งเข้าตุรกีจนปัจจุบันกลายเป็นผลไม้ประจำซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ในตุรกีภายในเวลาไม่กี่ปี นอกจากนี้ เทคโนโลยีการขนส่งผลไม้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เช่น การรมควันผลไม้ การหุ้มผลไม้ด้วยฟิล์มบางๆ เพื่อรักษาความชื้น หรือการออกแบบคอนเทนเนอร์ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก จะทำให้ผลไม้อยู่ได้นานขึ้น

 

อุปสรรคด้านราคา

 

ผลไม้นำเข้าตุรกีมักมีราคาสูงเกินกว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่จะรับได้ โดยนอกจากต้นทุนค่าขนส่งทางอากาศแล้ว ยังมีกำแพงภาษีการนำเข้าของตุรกี ร้อยละ 145 ขณะเดียวกัน ตุรกียังต้องตรวจปริมาณยาฆ่าแมลงตกค้างในสินค้าทุกล็อต ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่ากัน ไม่ว่าจะนำเข้าปริมาณน้อยหรือมาก ดังนั้น ในช่วงต้นที่ผลไม้ไทยยังไม่ติดตลาดและปริมาณนำเข้ายังน้อยอยู่ ทำให้ค่าธรรมเนียมต่อสินค้าต่อชิ้นสูงขึ้นและตกเป็นภาระแก่ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี Verita เน้นย้ำว่า ผู้บริโภคชาวตุรกีพร้อมที่จะมองข้ามเรื่องราคา หากผลไม้ดังกล่าวมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังนั้น กล้วยน้ำว้าของไทยที่เป็นตัวชูโรงของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในครั้งนี้จึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพียงแต่จะต้องปรับปรุงเรื่อง shelf life ให้อยู่ได้นานขึ้น Verita แนะนำด้วยว่า ไทยควรนำผลไม้ไทยไปตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการโดยสถาบันในตุรกี นอกเหนือจากการใช้ผลตรวจของฝ่ายไทย เพราะจะทำให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการตลาดได้ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ เตรียมที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

 

ผู้ส่งออกผลไม้ไทยยังขาดประสบการณ์ในการส่งออกผลไม้ไปตลาดใหม่

 

Migros และ Verita แจ้งว่า ต้องการนำเข้าผลไม้จากไทย แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ส่งออก “ผู้ส่งออกไทยแจ้งราคาล่าช้า และไม่เป็นไปตามที่ต้องการ คือ ราคา Free on Board (FOB)และ Cost, Insurance and Freight (CIF)” Migros กล่าว

 

Verita เสริมว่า “ผู้ส่งออกไทยไม่คุ้นเคยกับการส่งออกผลไม้คละชนิด นิยมส่งชนิดเดียวทั้งคอนเทนเนอร์ แต่การส่งออกไปตุรกียังไม่สามารถนำเข้าปริมาณมากขนาดนั้นได้ เพราะตลาดยังไม่แพร่หลาย หลายบริษัทในหลายประเทศจึงจำเป็นต้องไปนำเข้าผลไม้ไทยจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตลาดกลางในการนำเข้าสินค้าปริมาณมาก และบริหารจัดการแบ่งขายให้ผู้สั่งสินค้ารายย่อย”

 

“ทรัพย์ในดิน” กับการก้าวขึ้นเป็น “มหาอำนาจด้านการส่งออกผลไม้ระดับโลก”

 

จากการสังเกตแนวโน้มตลาดตุรกีอย่างต่อเนื่องและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนของตุรกีที่มีประสบการณ์ระดับโลก ทำให้สถานเอกอัครราชทูตฯ​ เชื่อมั่นว่า ผลไม้ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ไม่เพียงไปยังตลาดตุรกีเท่านั้น แต่ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น“มหาอำนาจด้านการส่งออกผลไม้ระดับโลก” ได้ เพราะเรามีของดีอยู่กับตัว และสามารถผลิตได้จำนวนมาก เพียงแต่ไทยจะต้องก้าวข้ามอุปสรรคในการส่งออกไปให้ได้ และหากทำได้จริง จะเกิดประโยชน์แก่เกษตรกรไทยโดยตรง

 

ปัญหาที่พบในการส่งออกผลไม้ไทยไปตุรกี มิได้เกิดขึ้นในตลาดตุรกีเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ไทยจะต้องประสบในการส่งออกไปยังทุกประเทศ เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียด ดังนั้น การแก้ไขอุปสรรคในการส่งออกผลไม้ไทยจะต้องทำอย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบได้ เช่น เนเธอร์แลนด์

 

สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันอย่างแข็งขันคือการขจัดอุปสรรคทางภาษี โดยหน่วยงานของไทยควรประเมินความได้เปรียบเสียเปรียบของการบรรจุผลไม้เข้าไว้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement – FTA)ไทย-ตุรกีที่กำลังจะเริ่มต้น ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาผลไม้ไทยเข้าตุรกีโดยมีค่าใช้จ่ายต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ผู้บริโภคไทยก็จะมีโอกาสบริโภคผลไม้เมืองหนาวจากตุรกีในราคาที่ถูกลงด้วยเช่นกัน

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนควรหาแนวทางแก้ไขอุปสรรคอื่นๆ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มี shelf life นานขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีในการขนส่ง การปรับปรุงโลจิสติกส์ และการจัดทำความตกลงเพื่อมีสถาบันรับรองแทนกัน (mutual recognition agreement) เพื่อให้สามารถตรวจผลไม้ตั้งแต่ที่ประเทศไทย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการตรวจสุขอนามัย

 

ในส่วนของภาคเอกชนนั้น การส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ หากผู้ส่งออกไทยสามารถจัดระบบการเสนอราคา FOB/CIF ของผลไม้ที่ประสงค์จะส่งออกบนเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำเข้าของตุรกีเรียกร้องมาตลอด โดยจะต้องหมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่มีลูกค้า แต่ข้อมูลนี้จะทำให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศสามารถสั่งผลไม้ไทยเข้าทันทีเมื่อมีจังหวะที่ต้องการ ซึ่งจังหวะเหล่านี้จะเป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น นอกจากนั้น หากเอกชนสามารถเพิ่มจุดขายในการผลิตผลไม้ที่มีมาตรฐานด้านขนาดและสุขอนามัยจนเป็นที่เชื่อถือของคู่ค้าก็จะมีผลสำคัญต่อการทำธุรกิจนี้ให้ขยายตัวได้ แนวทางหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญต่อไปคือ Contract Farming หรือการเหมาสวนผลไม้ระยะยาวและควบคุมการผลิตและการใช้สารเคมีต่างๆ รวมถึงการใช้วิทยาการใหม่ในการขยาย shelf life ดังที่กล่าวมา เป็นต้น

 

เราควรตั้งคำถามว่า ทำไมมะม่วงฟิลิปปินส์ถึงครองตลาดในฮ่องกง ทำไมกล้วย Chiquitaจึงมีจำหน่ายทั่วโลก ทำไมเนเธอร์แลนด์ถึงเป็นผู้กระจายสินค้าผลไม้เมืองร้อนไปยังยุโรปและที่อื่นๆ ในโลก

 

สำหรับการสร้างตลาดในตุรกีนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครอิสตันบูล ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในตุรกีอย่างใกล้ชิด โดยจะประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของผลไม้ไทยและแนะนำวิธีการรับประทานร่วมกับห้างค้าปลีกและผู้นำเข้าตุรกี สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าตุรกี และจัดให้มีการตรวจคุณค่าทางโภชนาการผลไม้ไทยโดยห้องแล็บของตุรกีเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

 

ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกผลไม้ไทยไปยังตุรกีสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ​ นครอิสตันบูล ได้ที่

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา

โทร: +90 312 437 4318

อีเมล์: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.และ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

ณ นครอิสตันบูล

โทร: +90 212 2920910

อีเมล์:This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา

พฤศจิกายน 2558

Royal Thai Embassy

Tel. (90-312) 437 4318  

Fax. (90-312) 437 8495

mail thaiank@ttmail.com

 

Office Hours: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.
09.00-12.00 | 13.00-16.30 hrs.
 
Visa and Consular Section: 
Mon-Tues-Wed-Thurs-Fri.  
09.30-11.30 hrs.
 

 

ติดต่อฝ่ายกงสุล

thaiconsulturkey@gmail.com

Search

ข่าวกิจกรรม สอท

              เมื่อวันที่ 14 – 19 พ.ค. 60 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) นำโดย นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สสว. ได้พาคณะนักธุรกิจไทยจำนวน 29 ราย เดินทางเยือนตุรกีตามคำเชิญของ KOSGEB(องค์กรพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตุรกี) เพื่อร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Turkish-Thai SME B2B Meeting ครั้งที่ 2...

การค้าการลงทุน

  ภาพรวม มูลค่าการค้าไทย – ตุรกีในช่วง 5เดือนแรก คิดเป็นจำนวน 565.16ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58โดยไทยส่งออกไปตุรกีเป็นจำนวน 454.32ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 5.50%) และนำเข้าเป็นจำนวน 110.84ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 28.98%) หรือไทยเปรียบดุลการค้าจำนวน 343.47ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลง 0.35%) ...

ประเทศในเขตอาณา

อาเซอร์ไบจาน
วันอาทิตย์, 30 สิงหาคม 2558
    *******************   กำลังจัดเตรียมข้อมูล *******************

Royal Thai Embassy, Koza Sokak No. 87 ,06700 Gaziosmanpasa Ankara, Turkey  : Tel. (90-312) 437 4318   Fax. (90-312) 437 8495 mail thaiank@ttmail.com